หัวเกรียน ‘ค่านิยม’ หรือ ‘อำนาจนิยม’ ในสายตานักเรียน

แม้กาลจะล่วงผ่านสู่ศตวรรษที่ 21 กันเข้ามาแล้ว หลายสถานศึกษายังคงใช้ระเบียบเรื่องทรงผมที่เก่าอายุหลายทศวรรษกันอยู่ ก่อนอื่นเราต้องยอมรับกันเลยว่า ทรงผมนักเรียนเป็นแฟชั่นที่นำสมัยอย่างมากสำหรับคนไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคอำนาจนิยม ชาตินิยม และรัฐนิยมแบบไทยนั้น ถือเป็นความนำสมัยและเจริญสูงสุดแห่งยุค
วันนี้ โลกยุคดิจิตอล โลกยุคสิทธิเสรีภาพ ซึงเสรีภาพของบุคคลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาความเจริญของชาติ อำนาจนิยมแบบเก่ายังคงไม่หมดไปจากสังคมไทย “ทรงผม” ยังคงเป็นแฟชั่นตามระเบียบของโรงเรียนหลายๆ แห่ง ในประเทศนี้ ความรักในสถาบันยังถูกอ้างให้อยู่เหนือสิทธิ เสรีภาพของนักเรียนเช่นเคย
ทำไมเราต้องมาพูดกันถึงเรื่องนี้ในเวลานี้ ?
ในหลายปีก่อน ผมในฐานะนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ได้ยินการต่อสู้และการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนเกี่ยวกับทรงผม มามากมาย หนึ่งในการต่อสู้ที่ผมได้ยินชัดและเป็นที่ฮือฮากันมากคือ การต่อสู้ของ “เนติวิทย์” ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญในการต่อสู้เรื่องทรงผม ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าในเวลานั้นผมไม่ได้มีความกระตือรือล้นในการต่อต้านเรื่องดังกล่าวเลย ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เคยได้ยินนั้นไม่ว่าจะเป็น ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนของผมไปเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวการตัดผมนักเรียน (บางข่าวใช้คำว่ากล้อน¹ผมนักเรียน; ในการใช้คำว่ากล้อนผม คงไม่ผิดอะไร ซึงต่อไปนี้ผมจะใช้คำว่ากล้อนผม) และกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนสื่อต่าง ๆ ซึ่งสังคมแตกแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ คือ ฝ่ายเห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
อ่านข่าวเพิ่มเติมที่นี่ : กรุงเทพธุรกิจ
ที่มาภาพ : board.postjung.com
แค่ตัดผม ทำไมเรียก ‘ความรุนแรง’ ?
กระแสการใช้ความรุนแรงต่อนักเรียนมีมาโดยตลอดของสังคมไทย ในอดีตเรายอมรับวิธีการเฆี่ยนตีนักเรียน การทำให้นักเรียนอับอายต่อหน้าเพื่อน หรือสาธารณะ เช่นการทำโทษหน้าเสาธง เป็นต้น ซึ่งสังคมไทยยอมรับมาโดยตลอดว่าเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของครู ผู้เป็นพระคุณที่สาม ซึ่งในปัจจุบันไม่ถือเป็นอำนาจโดยชอบธรรมของครู อีกต่อไปแล้ว (คือผิดกฎหมาย) แต่การกล้อนผมนักเรียนนั้น ยังคงถูกต้อง ยังคงชอบธรรม และเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ (?) อย่างน้อยก็ในโรงเรียนมัธยมที่ผมเคยศึกษาและหลาย ๆ โรงเรียนในต่างจังหวัด
ถ้าจะพูดถึงความเป็นสากลที่แม้รัฐบาลไทยก็ให้ความสำคัญ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สิทธิเด็ก ซึ่งเป็นสิทธิสากล² (Universal Rights) ซึ่งเด็กจะถูกละเมิดโดยการล่วงละเมิด การทำร้าย และการกลั่นแกล้งรังแกนั้นมิได้ ทั้งยังเป็นสิทธิที่สหประชาชาติให้การรับรอง ซึ่งหากมองในแง่สังคม นี่คงเป็นประเพณีและธรรมเนียมสากลที่ไทยต้องปรับเปลี่ยนตาม อย่างเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ
การเห็นว่าการกล้อนผม เป็นสิ่งที่ทำได้กับผู้อ่อนกว่าไม่ผิด และทั้งยังเป็นผลดีเสียด้วยซ้ำ เป็นการสะท้อนย้ำ และปลูกฝังให้เด็กมองเห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก หากอนาคตของชาติถูกปลูกฝังและเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ดี ทั้งยังอาจจะส่งผลให้เกิดความรุนแรงและการตัดสินปัญหาโดยไม่ใช้เหตุผล (เพราะได้รับการสรุปไว้แล้วว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง กระทำได้ ไม่ผิดจารีต หรือเป็นค่านิยมที่ดี)
สังคมไทยและโรงเรียนจำนวนไม่น้อยยังให้เหตุผลเรื่องการตัดผมทรงนักเรียนว่าเป็นความเท่าเทียม ซึ่งเขาได้นิยามความเท่าเทียมว่า คือความเหมือนกัน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นความคิดที่มีแค่ “เปลือก” เท่านั้น ความเท่าเทียมของมนุษย์ในความหมายของศตวรรษที่ 21 คือความเท่ากันในพื้นฐานของสิทธิ์ เด็กควรได้รับสิทธิ์พื้นฐานอย่างเท่าเทียม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิ์เด็กเพื่อสร้างความเท่าเทียมอย่างที่ปรากฎกันอยู่
ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นคนดีของสังคมได้อย่างไร?
นี่คงสะท้อนระบบคิดของคนไทยจำนวนหนึ่งนั้น ได้ดีที่สุด ชุดคำถามและคำพูดสุดคราสสิค ทั้งในฐานะของคำสอน และทั้งยังอาจเป็นข้ออ้างในการริดรอนสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของนักเรียน ที่เป็นประเด็นปัญหาและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้
การปลูกฝังแนวคิด วิธีคิด และการแสดงออก ส่งผลต่ออนาคตของชาติที่ผ่านระบบนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ จารีตและประเพณีวัฒนธรรมไทยที่โดดเด่นก็ฝังรากอยู่ในวิธีคิดของคนไทยเช่นเดียวกัน วิถีของคนไทยเองสะท้อนผ่านความคิดได้ในหลายด้าน หลายประการด้วยกัน และในปัญหาต่าง ๆ นั้นมักถูกเรียกอย่างรวม ๆ ว่า วิถีแบบไทยๆ
” ไม่มีการกระตุ้นให้ตั้งคำถาม (โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในขั้นเหนือกว่า) “
การตั้งคำถามอาจเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสังคมไทย การถามต่อหน้าผู้อาวุโสกว่า เพื่อแย้ง หรือชี้แนะให้เติมเต็มเป็นสิ่งที่ผิดไปจากจารีตของคนไทย การเห็นปัญหาแต่ไม่อาจแสดงความเห็นได้ ปัญหาย่อมไม่ถูกแก้ วัฒนธรรมนี้เรียกได้ว่า เป็นวัฒนธรรมแบบผิด ๆ ของคนไทย ที่ฝังอยู่ในตัวตนคนไทยจำนวนมาก จนกลายเป็นระบบคิดที่ได้รับการยอมรับกัน และกลายเป็นค่านิยม – จารีต (ที่ดีงาม) ของสังคมไปโดยปริยาย
การกล้อนผม ไม่ถูกห้ามโดยนักเรียนรอบข้าง การถามถึงเหตุผลของการกล้อนผมก็ไม่ถูกห้ามโดยคนรอบข้าง นักเรียน หรือผู้มีส่วนได้-เสีย จากระเบียบและวิธีการลงโทษดังกล่าว (หากอยู่ในสังคม/รัฐ คือ ต้องเป็นสัญญาประชาคม; กล่าวคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้รับผลกระทบต้องมีส่วนร่วมในวิธีการให้ได้มาซึ่งระเบียบเหล่านั้น) ไม่เคยมีการถกเถียงปัญหาด้วยการตั้งคำถาม เพราะถูกห้าม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงและจะเป็นปัญหามากขึ้นหากคนไทยไปอยู่ร่วมกับสังคมโลกแล้วถูกปลูกฝังกันมาด้วย การไม่ตั้งคำถาม
” Deconstruct = Discrete ?
การล้มแนวคิดเดิมแล้วสร้างใหม่ = การลบหลู่ ? “
หรือ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ – ไม่เชื่อไม่ว่าแต่อย่ามายุ่ง นี่คงเป็นความคิดแบบไทย ที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ทั้งในด้านของความขัดแย้ง และการพัฒนาตนเองรวมถึงโครงสร้างทางสังคมและวิธีคิดของคนไทยด้วย การเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ของคนไทยนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีใครกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก นี่เป็นปัญหาสำคัญ และเป็นปัญหาที่ฝังรากมานาน นานจนไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหาเสียแล้ว เมื่อรวมกับปัญหาของการไม่สามารถตั้งคำถามได้ แล้วนั้น ยิ่งส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมการเรียนรู้และพัฒนาของไทยต่อไปอีก ในอนาคต
การกล้อนผมก็ต้องอยู่บนลักษณะของการคิดด้วยระบบคิดนี้เช่นกัน การตัดผมทรงเกรียน (ติดเนื้อ; ติดหนังหัว) เป็นวัฒนธรรมเดิม (อันที่จริงถูกสร้างขึ้นมาเมื่อต้นศตวรรษก่อนนี้เอง) ที่คิดมาดีแล้ว สำเร็จรูปแล้ว ไม่ควรเปลี่ยนแปลง หรือวลีที่ว่า คิดมาดีแล้ว มันดีอยู่แล้ว ก็เป็นเหตุให้ระบบคิดแบบมีเหตุผลถูกกีดกันออกไปตั้งแต่แรก
ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน ทุกอย่างถูกแก้ปัญหาและยึดโยงกับความเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา หรือวัฒนธรรม มักถูกอธิบายให้ยึดโยงกับวิทยาศาสตร์ เพราะแกนหลักที่ดำเนินให้โลกเคลื่อนไปข้างหน้าในปัจจุบันนี้คือวิทยาศาสตร์ พลเมืองโลก มองเห็นร่วมกันแล้วว่า แทบทุกอย่างถูกแก้ปัญหาได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แม้แต่ศาสนาเอง ในไทย หากท่านได้ศึกษาความเป็นไปของศาสนาพุทธในช่วงหลายศตวรรษหลังนี้จะพบว่า ในปัจจุบันพุทธเอง ถูกทำให้บริสุทธิ์ขึ้นด้วยการผูกโยงเข้ากับวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน เช่น ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผล เป็นต้น
เรื่องเหล่านี้สะท้อนอะไร ?
- สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยตั้งอยู่บนประเพณี – พิธีกรรม มากกว่าการใช้เหตุผลและความเหมาะสม
กล่าวคือในสังคมไทยยอมรับวิธีการเหล่านี้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นความรุนแรงหรือเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นในฐานะของการเป็นมนุษย์ - สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากนิ่งเฉยหรือสนับสนุนความรุนแรง รวมทั้งยอมรับในระบบอุปถัมป์
ความอาวุโสของอายุของบุคคล โดยเชื่อว่าวัยวุฒิเป็นเครื่องกำหนดฐานะทางสังคมอย่างชัดเจน ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าย่อมไม่มีสิทธิ์และจะต้องยอมรับอำนาจของผู้อาวุโส (เรืองนี้กำหนดทุกระดับชั้น-ช่วงอายุของสังคมไทยตลอดมา) คนไทยจำนวนมากยังคงเชื่ออย่างสนิทใจและไม่มีข้อโต้แย้งว่าความดี ความถูกต้องอยู่ที่ผู้กระทำ มากกว่าการกระทำ หรือผลของการกระทำ การนั่งพูดคุยระหว่างผู้ใหญ่-เด็กอย่างมีเหตุผล สำหรับผมที่ผ่านมานั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมในสถานศึกษาไทย ทั้งในแง่ของพฤติกรรมการเรียน และพฤติกรรมของนักเรียนเอง - การลงโทษของครู สถานศึกษานั้น ส่วนหนึ่งเพื่อความสะใจของผู้ลงโทษ หรือเพื่อสนองอารมณ์เท่านั้น คงกล่าวไม่ผิดจากความจริงนัก หากจะกล่าวถึงการใช้อารมณ์ของครูจำนวนหนึ่ง ซึ่งมักใช้อารมณ์มากกว่าใช้เหตุผล เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้งสะท้อนให้เห็นปัญหาดังกล่าว คือ ครูไม่ได้ใช้เหตุผล (หรือใช้เหตุผลอันเป็นสากลและมีตรรกะ; สำหรับเหตุผลที่ไม่มีตรรกะ ย่อมไม่เป็นเหตุผล) เช่น การกล้อนผมนักเรียนและโพสต์บนเฟซบุ๊คที่ผ่านมา เป็นต้น [สะท้อนว่าคนจำนวนมากในสังคม (ทั้งที่เป็นครู – อาจารย์ ซึ่งมีการศึกษา-ได้รับการอบรมในการใช้อารมณ์และเหตุผล) ใช้อารมณ์นำเหตุผล]
- คนไทยกลุ่มหนึ่งยังคงเชื่อว่า สิ่งเดิมดีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ผู้ใช้ หรือผู้นำไปใช้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Deconstruct = Discrete ? ของคนไทยอย่างชัดเจน ทั้งทีหากพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วนั้น ความผิดหรือเหตุของปัญหาอาจจะตกอยู่ที่ระบบ (คือไม่ว่าจะมีผู้ใช้มากหน้าหลายตาอีกสักกี่คน ก็ไม่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้หายไปได้) ทั้งที่ระบบต่างหากที่ควรได้รับการเปลี่ยนแปลง (ปฏิรูป)
บทสรุป : เยาวชนไทยผู้เป็นอนาคตของชาติ จะอยู่รอดได้อย่างไร ในสังคมโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ?
เยาวชนไทยถูกปลูกฝังวิธีและแนวคิดแบบไร้เหตุผล ย่อมไม่สามารถแข่งขันและนำพาประเทศไปสู่จุดสูงสุดของสังคมโลกได้ เรายังจะคงนิ่งดูดายให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดเป็นกระแสอย่างซ้ำซาก เกิดเป็นข่าวอีกสักกี่ครั้ง (?) และไม่จบสิ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเคยได้พูดคุยถึงปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังหรือไม่ นักเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกฎระเบียบเหล่านั้นหรือไม่ ? อนาคตของคนไทยจะเป็นอย่างไร ?
คุณปู่ของผมสนใจเกี่ยวกับการเล่นคำเป็นอย่างมา หลายครั้งจะมีประโยคหนึ่งที่ว่า “นักเรียน แปลว่า เรียนหนัก, นักเขียน แปลว่า เขียนหนัก, นักกีฬา หมายถึงเล่นกีฬาหนัก” ซึ่งเป็นคำพูดที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก และชวนให้ผมคิดเกี่ยวกับนักเรียนไม่น้อย, ในเมื่อนักเรียนเป็นผู้เรียนหนัก กล่าวคือมีความถนัดที่หนักไปทางการเรียนนั้น เป็นเยาวชนของชาติ อนาคตของชาติ เขาเหล่านี้ ก็จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลและส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดี มีเหตุผลมิใช่หรือ ?
มีหลายอย่างมากมายที่รัฐพยายามเรียกร้องจากคนไทยเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค 4.0 (The Fourth Industrial Revolution) ที่เรากำลังทำให้เป็นกระแสอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของประชากร ความคิดสร้างสรรค์ และล่าสุดอย่าง ความคิดนอกกรอบ เป็นต้น แต่ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่แม้แต่ทรงผมของนักเรียนยังถูกตีกรอบ มีระเบียบแบบแผนและถูกควบคุม (อย่างไม่ต่างจากเกาหลีเหนือ; ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกันในเรื่องการใช้เหตุผลของคนไทย โดยวัฒนธรรมไทย) นั้น เราจะเรียกร้องอะไรกับเด็กไทยในยุค 4.0 ให้คิดนอกกรอบ หรือมีความคิดสร้างสรรค์ ? แล้วเราจะเหลือหลักประกันอะไรที่ไทยจะเป็นชาติที่อยู่ร่วมกับประชาคมโลก ?
ตวงโชค ชาลีกุล
21 พฤษภาคม 2560
ชัยภูมิ, ประเทศไทย
หมายเหตุ : ในตอนแรกก่อนตัดสนใจเขียนบทความนี้นั้น ผมยังคงลังเลว่าจะเขียนบทความนี้หรือไม่ จนกระทั่งได้สนทนากับ คุณเทพพิทักษ์ จำพันธ์ ส่งผลให้ผมมีแรงกระตุ้นเขียนเรื่องราวในบทความนี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง ต้องขอขอบคุณ คุณเทพพิทักษ์ จำพันธ์ ที่ได้กระตุ้นให้ผมเขียนบทความนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อสรุปในการสนทนา
เชิงอรรถ
- ¹ กล้อน ก. ตัดหรือทำให้เกรียน (ใช้แก่ผมหรือขนสัตว์) เช่น กล้อนหัว.
- ² Universal Rights ในที่นี้หมายถึง สิทธิมนุษยชนสากล ที่สหประชาชาติให้การยอมรับในฐานะเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพ ของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นพลเมืองของโลก
อ้างอิง
- กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม. กรุงเทพฯ: สกสค. ลาดพร้าว
- GEEKJUGGLER. (2557). “วิถีแบบไทยๆ” กับคำตอบว่าทำไมความคิดใหม่ๆ ถึงเกิดขึ้นได้ยากบนแผ่นดินนี้. สืบค้นเมื่อ 21 พฤษภาคม, 2560, จาก https://geekjuggler.wordpress.com/2014/03/10/deconstruct-is-descrete/