‘ครูหนู’ ชายผู้สร้างโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ขึ้นจากเศษดิน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชื่อของ ‘ครูหนู’ หรือ ‘รองอำมาตย์ตรีมนู นาคามดี‘ ถูกกล่าวถึงในประวัติโรงเรียนชัยภูมิเป็นเพียงครูใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรโดดเด่นเกินกว่าผู้บริหารโรงเรียนคนอื่นเลย แน่นอนผมในฐานะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยสนใจอัตชีวประวัติของท่านมากนัก เพราะท่านไม่ใช่ครูใหญ่คนแรก ไม่ใช่ครูใหญ่ฆราวาสคนแรก ไม่ใช่ครูคนแรก ที่สำคัญท่านไม่ใช่คนชัยภูมิ ประวัติของท่านหากสนใจอย่างผิวเผิน มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่แลดูพิเศษ คือท่านเป็นครูใหญ่โรงเรียนนี้นานกว่า 18 ปี
เกริ่นนำ : ชีวิตวัยเยาวย์ (Early Life)
ครูหนู คือชื่อที่ทุกคนเรียกครูใหญ่ มนู นาคามดี เป็นชื่อที่ติดหูและความทรงจำของศิษย์ของท่าน [แม้ปัจจุบันนี้จะไม่มีศิษย์ของท่านหลงเหลืออยู่แล้ว] เดิมท่านชื่อ หนู นาคามดี เมื่อช่วงรัฐบาลชาตินิยมของไทยนั้น ท่านจำต้องเปลี่ยนชื่อเป็น มนู นาคามดี ตามนโยบายของรัฐบาลในเวลานั้น
ครูหนูนั้นเกิดในชนชั้นกลางของสังคมรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 เมื่อปี 2434 ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากผู้ที่มีบิดามารดาทำงานเสมียนตราในกรุงเทพฯ สมัยนั้นโดยทั่วไปนัก หากแต่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษามากกว่าชาวชนบทอย่างชาวชัยภูมิไกลโขนัก
ในวัยเด็กครูหนูได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนวัด กล่าวคือในระดับพออ่านออกเขียนได้นั้นท่านได้ศึกษาภาษาไทย และภาษาขอมจากพระอาจารย์ที่วัดประสาทซึ่งอยู่ในคลองเดียวกันกับระแวกบ้าน หลังจากเรียนพออ่านออกเขียนได้แล้วนั้นแม่ของครูหนูจึงนำท่านไปฝากไว้กับคุณย่า ซึ่งคือแม่ของแม่ท่านเพื่อให้ดำเนินการจัดหารการศึกษาให้กับครูหนูต่อไป ย่าจันทร์ได้พาครูหนูไปฝากเรียนที่ โรงเรียนวัดนวลนรดิศ มีญาติห่าง ๆ ไปร่วมเรียนด้วยหลายคน จนกระทั่งจบการศึกษาขั้นพื้นฐานของที่นั่น จุดเปลี่ยนของชีวิตก่อนเข้าสู้เส้นทางการศึกษาของท่านอยู่ที่นี่
จากบันทึกของ นงไฉน ปริญญาธวัช บุตรสาวของครูหนู ซึ่งจัดพิมพ์ลงหนังสือประวัติครู ปี 2521 นั้นได้อธิบายชีวิตช่วงดังกล่าวของครูหนูเอาไว้ดังนี้
ญาติคนหนึ่งที่เรียนจบมาพร้อมกันก็ชวนให้เข้าเรียนกฎหมาย ย่าบอกครูหนูว่า “ถ้าเรียนกฎหมายต้องเป็นผู้พิพากษา หากตัดสินผิดก็จะบาป ตกนรก สู้เป็นครูไม่ได้ เราสั่งสอนเขาให้เป็นคนดีมีวิชาได้หากินต่อไปข้างหน้า และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ดีอย่างเราคิด แต่เราก็ได้ทำบุญทุกวันโดยไม่ต้องไปที่วัด” ฝ่ายญาติท่านก็ไปเรียนกฎหมายกันสองคนพี่น้อง การงานของท่านก้าวหน้ามาก คนพี่ได้เป็นคุณพระ น้องได้เป็นคุณหลวง เมื่อได้พบ ครูหนูท่านยังลำเลิกว่า “เห็นไหมละ ชวนแล้วไม่เชื่อ อยากเชื่อย่า” ครูหนูได้แต่ยิ้มแหย ๆ เป็นทำนองว่าแข่งนั้นแข่งได้ แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้
เหมือนชะตาจะเล่นตลกกับครูหนู ขณะที่คนรอบกายเลือกทำในสิ่งดูเจริญก้าวหน้า ครูหนูกลับใช้ใจตัดสินอนาคตของตนเอง นี่เป็นเรื่องทางจิตใจจริง ๆ และเรื่องทางจิตใจนี้ก็มีอิธิพลต่อคนอีกหลายร้อยหลายพันคนในเวลาต่อมา เรียกได้อีกอย่างว่า ครูหนู “ตกกระไดพลอยโจน” ก็คงไม่ผิดนัก
ชีวิตในช่วงแรกของการเป็นครูนั้นค่อนข้างราบรื่น ก่อนที่ท่านจะมารับราชการครูในหัวเมืองท่านเคยเป็นครูโรงเรียนในพระนครอยู่หลายแห่ง (คือเมื่อ 18 พ.ค. 2455 ครูหนูเป็นครูน้อยโรงเรียนวัดสังเวช, 8 มิ.ย. 2455 ไปเป็นครูน้อยโรงเรียนมัธยมวัดราชบพิตร, 10 มิ.ย. 2455 เป็นครูน้อยโรงเรียนวัดมหาธาตุ) หลังจากนั้นท่านจึงได้รับแต่งตั้งจากส่วนกลางให้เดินทางไปเป็นครูที่โรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมาก่อนจะเดินทางมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนชัยภูมิในปี 2458 การเดินทางมายังจังหวัดนครราชสีมานั้นเป็นไปโดยสะดวก รถไฟสายแรกเกิดขึ้นที่นั่น ท่านยังคิดดีใจกับตัวเองอยู่มากที่คิดว่าตนคิดถูกที่ออกมาหัวเมือง ได้ทั้งหนีความวุ่นวายในเมืองกรุง และได้มาอยู่เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และสะดวกสบายอยู่ไม่น้อย ทว่าเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ให้เห็น ไม่นานนักความจริงก็เปิดเผยขึ้นหลังจากท่านได้รับมอบหมายให้ไปเป็นครูใหญ่ โรงเรียนประจำเมืองชัยภูมิ (ชื่อในขณะนั้น;สะกดตามแบบเดิมคือ “โรงเรียนประจำเมืองไชยภูมิ์”) เมืองชัยภูมิอยู่ไหน เป็นคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจ จากนั้นการเดินทางของครูหนูจึงได้เริ่มต้นขึ้น
เริ่มต้น : ‘ชัยภูมิ’ เมืองกันดาร
ในยุคที่การศึกษาของฆราวาสและฝ่ายสงฆ์แยกจากกันหลังจากพึ่งพาวัดในการเรียนรู้ศึกษามากว่า 10 ปีเต็ม ซึ่งเป็นผลมาจาก พระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ซึ่งในแง่มุมของการศึกษา ถือเป็นการแบ่งงานระหว่างพระสงฆ์กับกรมศึกษาธิการ โดยพระสงฆ์จะจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา ส่วนในระดับสูงกว่าเป็นหน้าที่ของกรมศึกษาธิการ จึงมีการรวบรวมรายชื่อโรงเรียนเพื่อจัดทำทะเบียนโรงเรียนหลวงขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือโรงเรียนชัยภูมิแห่งนี้ ซึ่งก่อให้เกิดครูใหญ่ฆราวาสคนแรกคือ นายพรหมมา ศิริพรหมมา ซึ่งท่านเองเป็นครูใหญ่โรงเรียนชัยภูมิอยู่ถึง 6 ปีเต็ม จนกระทั่งในปี 2458 ทางการจึงส่งครูหนู นาคามดี มายังโรงเรียนแห่งนี้ นับว่าเป็นครูจากส่วนกลางคนแรกของโรงเรียนชัยภูมิ
ในยุคที่การเดินทางและการติดต่อสือสารไม่ได้ทันสมัยเหมือนทุกวันนี้ จังหวัดชัยภูมิในปี 2458 นั้นไม่มีแม้แต่ระบบโทรเลขจะติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงเมืองนี้มีเพียงทางเกวียน ในส่วนของรถไฟของสยามนั้นถึงเพียงเมืองนครราชสีมาเท่านั้น การเดินทางนี้นับเป็นการเดินทางแห่งตำนาน หากเปรียบเทียบชัยภูมิเป็นเหมือนโลกใหม่ของโคลัมบัสแล้วนั้น ครูหนูก็อาจจะเป็นโคลัมบัสแห่งชัยภูมิคงเปรียบไม่เกินจริงนัก แม้กระนั้นการเดินทางของครูหนูจะมิถูกจดจำเลย หากมิใช่เป็นการเดินทางมายังเมืองชัยภูมิพร้อมกับท่านว่าที่เจ้าเมืองชัยภูมิในขณะนั้น “พระยาราชเสนา” การเดินทางนี้จึงถูกบันทึกและจดจำไว้ดังฟ้าลิขิต
ความเป็นจริงในปี 2458 ครูหนูเดินทางมาถึงเมืองชัยภูมินั้นมีความยากลำบากอยู่มาก แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปมากหลังยุคพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วก็ตาม แต่บรรดาหัวเมืองเล็กน้อย อย่างเมืองชัยภูมินั้นยังมิได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความเจริญนัก ดังปรากฎในบันทึกต่อไปนี้
“ … ในสมัย พ.ศ. ๒๔๕๙ ประเทศไทยมีทางรถไฟอยู่สายเดี่ยวไปสุดที่นครราชสีมา รถยนต์นั้นยังไม่มีใครตามหัวเมืองเคยเห็น การเดินทางไปชัยภูมิจะต้องใช้วิธีดึกดำบรรพ์ คือเกวียน ช้าง ม้า หรือเดินไป การอพยพครอบครัวต้องใช้เกวียน ระยะทางจากโคราชถึงชัยภูมิประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร
สมัยนั้นมีแต่ทางผ่านเข้าไปในป่าทึบที่เต็มไปด้วยไปสัตว์ร้ายเกวียนจะรอนแรมในปุากี่วันกี่คืนขึ้นอยู่กับฤดูกาลและพาหนะ หน้าแล้งอาจ ๓ ถึง ๕ วัน หน้าฝนอาจจะ ๗ ถึง ๑๐ วัน ทางเกวียนคดเคี้ยวไปในป่าตามภูมิประเทศ หลบหลุมบ่อ ถ้ากว่าเกวียนติดหล่มก็ต้องอ้อมไปอีก ถ้าเกวียนหักต้องหยุดกองเกวียนช่วยกันตัดไม้ในป่ามาซ่อมกว่าจะเสร็จ จึงเดินทางต่อไป การเดินทางจะต้องคอยกองเกวียนไปพร้อม ๆ กันหลายเล่ม ถ้าจะจ้าง ไปเพียงเล่มเดียวสองเล่ม แม้จะจ้างเงินแพงเท่าไรเขาก็ไม่ยอมไปเพราะอันตรายมาก ใครไปถึงชัยภูมิแล้วก็เหมือนถูกปล่อยไว้อีกโลกหนึ่ง แม้จะได้เบี้ยกันดาร ๕ บาท ซึ่งนับว่ามากในสมัยนั้น แต่เมื่อนึกถึงความลำบากแล้วไม่คุ้นกันเลยสำหรับชายหนุ่มที่เคยอยู่ในรัศมีปืนเที่ยงมาแต่เกิด ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์คงจะได้ใส่ไฟไว้มากพอดู จึงได้กระตือรือร้นที่จะได้เป็นผู้บุกเบิกนำการศึกษาแผนใหม่ไปสู่เมืองเล็กอันแสนกันดารแห่งนั้น การได้เป็นครูใหญ่จะมีโอกาสได้ทำงานเต็มความสามารถ แม้ว่าความยากลำบากจะคอยอยู่ข้างหน้า ครูหนูก็คิดว่าจะสู้ได้ ขณะที่คอยหาเพื่อนเดินทางไปพร้อมกัน พอดีปลัดมณฑล คือพระยาราชเสนา ขณะนั้นยังเป็นที่พระยศสุนทรจะย้ายไปเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิด้วย จึงนัดเดินทางไปพร้อมกัน ครอบครัวท่านใหญ่และมีสิทธิจ้างเกวียนได้หลายเล่ม จึงเป็นขบวนใหญ่ ตามปกติเกวียนเล่มหนึ่งจะบรรทุกผู้โดยสารได้คนหนึ่งกับหีบใส่ของอีกสักใบหนึ่ง หรือมีลูกเล็กอีกสักคนหนึ่งก็แน่นแล้ว คนขับนั่งข้างหน้า แค่นี้วัวก็แย่แล้ว คนหนุ่มสาวเบื่อความเชื่องช้าของเกวียนบางทีก็ลงเดินเก็บผลหมากรากไม้ ต้องระวังไม่ออกไปห่างเกวียน เสือจะคาบไปกินไม่รู้ตัว จะมีจุดพักเกวียนเป็นระยะ ๆ ไป จุดที่หยุดพักจะต้องมีหญ้า มีน้ำให้วัวกิน และคนเดินทางหุงหาอาหารรับประทานกิน ตอนเช้าพอกินข้าวเสร็จก็ต้องรีบออกเดินทาง หยุดพักกลางวันปลดวัวออกให้กินหญ้ากินน้ำ คนก็กินข้าวแล้วจึงเดินทางต่อไปจนเย็นจึงพัก จะเร่งรีบไปเร็ว ๆ ไม่ได้เพราะวัวมันเหนื่อย มีเหตุขัดข้องระหว่างทางทำให้ไม่สามารถไปถึงจุดพักข้างหน้าได้ทันจะต้องค่ำกลางทาง เขาจะไม่เดินทางต่อไปอีกแม้จะยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมง การไปอย่างค่ำไหนนอนนั้นใช้ไม่ได้ คนเกวียนเขาไม่ยอม ”
บันทึกของ นงไฉน ปริญญาธวัช
บุตรสาวของครูหนู ซึ่งจัดพิมพ์ลงหนังสือประวัติครู ปี 2521
แน่นอนว่า ความธุรกันดาร ไม่ใช่สิ่งที่คนหนุ่มกรุงเทพฯ มีการศึกษา ปรารถนานัก แม้จะได้เงินเดือนมากขึ้นก็ตามแต่ ครูหนูได้รับเงินเดือนเท่าครูใหญ่ในกรุงทั่วไป มีก็เพียงเงินพิเศษซึ่งเรียกว่าเบี้ยกันดาร ที่พอจะทดแทนความทุกข์ยากนั้น ความทุกข์ยากและกันดารของเมืองชัยภูมิในสมัยของครูหนูคงจะพออธิบายได้ไม่ง่ายนัก เหตุเพราะไม่มีเอกสารหรือบันทึกใดให้ค้นคว้ามากนัก แต่มีความบทหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งได้ตีพิมพ์ไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ใช้เปรียบเทียบและศึกษากันต่อไปอยู่บ้างดังนี้
“… เมื่อรถยนตร์พาท่านไปถึงจังหวัด[จังหวัดชัยภูมิ-ผู้เขียน] หรือหากเป็นฤดูฝนท่านต้องไปพาหนะเกวียนหรือม้าหรือไม่ก็เดินดง ท่านจะพบสถานที่ราชการตั้งเป็นหย่อมเป็นหมู่ในที่ราบแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าอยากจะให้ท่านเข้าใจว่าต้องอยู่กลางทุ่งนาห่างจากที่ตั้งเมืองนี้ออกไปไม่กี่สิบเส้นก็เป็นป่าไม้ใหญ่ ๆ เช่นเต็งรัง …”
ความตอนหนึ่งจาก ปาฐกถาเรื่อง สภาพจังหวัดชัยภูมิ ของ หลวงนาถนิติธาดา ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ์
แสดงโดยทางวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2477
แต่ช้าก่อนถ้าท่านจะสรุปว่าเมืองชัยภูมิมีลักษณะเป็นเช่นใด หรือเป็นอย่างไร เพราะนี่คือปาฐกถาสภาพเมืองชัยภูมิของหลวงนาถนิติธาดา ซึ่งกล่าวถึงเมืองชัยภูมิในช่วงพุทธทศวรรษที่ 2480 ซึ่งนั่นคือ 20 ปี หลังจากครูหนูเดินทางมายังชัยภูมิ และเป็นช่วงที่ชัยภูมิพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วภายใต้อิทธิพลของการปฏิรูปประเทศ (Reform and Modernization) ระหว่างรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉะนั้นจึงมิอาจกล่าวได้โดยราบรื่นเสียทีเดียวว่าเมืองชัยภูมินั้นกันดารดังความปาฐกถาสภาพเมืองชัยภูมิของหลวงนาถนิติธาดา หากแต่ว่ากันดารเสียยิ่งกว่านั้น
ชีวิตของครูหนูในวัยเริ่มต้นนั้นอาจกล่าวได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องและไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนเองจะได้มาพบปะความไม่ทันสมัยของเมืองชัยภูมิเลย แต่ด้วยมานะอุตสาหะ รวมทั้งความมีไฟ (ตามบันทึกของนงไฉน ปริญญาธวัช) ที่ครูหนูได้มาจากโรงเรียนฝึกหัดครูนั้น ได้เปลี่ยนครูหนูและสร้างแรงผลักดันให้ครูหนูในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตามชีวิตในโรงเรียนสำหรับครูหนูแล้วนั้นไม่ต่างอะไรมากกับชีวิตของข้าราชการหัวเมืองทั่วไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นเสมือนใบเบิกทางให้หน้าที่การงานของครูหนูในระยะแรกเริ่มราบรื่นและมีพลังเป็นอย่างมาก ซึ่งใบเบิกทางดังกล่าวก็ไม่ใช่คนอื่นไกลแต่อย่างใด แต่เป็นพระยาราชเสนา (ในเวลาต่อมาได้เป็นเจ้ากรมการปกครอง) ซึ่งเป็นผู้รั้งว่าราชการเมืองชัยภูมิในสมัยนั้น ท่านเป็นที่รู้จัก สนิทมักคุ้นกับครูหนูได้ก็ด้วยการเดินทางมายังเมืองชัยภูมิพร้อมกับครูหนู ส่งผลให้ชาวบ้านและข้าราชการชั้นผู้น้อยต่างๆ เกรงครูหนูอยู่ไม่น้อยด้วยเหตุที่ม่าคิดว่าครูหนูเป็นคนของพระยาราชเสนา ใบเบิกทางนี้ยังส่งผลต่อความเจริญและความสำเร็จอย่างสูงต่อการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปโรงเรียนชัยภูมิในเวลาต่อมาอยู่ไม่น้อย
ปฏิรูปโรงเรียน (School Reforming)
สภาพการศึกษาในช่วง 6 ปีหลังจากแยกการศึกษาออกจากฝ่ายสงฆ์ สภาพโรงเรียนชัยภูมิมีความอ่อนแออยู่ไม่น้อยเหตุผลสำคัญหลัก ๆ คือ มีการย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนบ่อย สถานที่โรงเรียนคับแคบ อาคารเรียนไม่พร้อม (เหตุเพราะย้ายบ่อย) และวิชาเรียนยังไม่แตกต่างจากเดิมในสมัยเป็นโรงเรียนวัดมากนัก ความไม่แน่นอนของสถานที่ตั้งของโรงเรียนเป็นปัญหาสำคัญหนึ่งที่ส่งผลให้จำนวนของนักเรียนในโรงเรียนลดลงและเข้าถึงนักเรียนในเมืองหลักได้ไม่มากนัก (ไกลเมือง) มีการย้ายสถานที่มากกว่า 4 ครั้งในระหว่าง 6 ปีหลังจากโรงเรียนแยกจากฝ่ายสงฆ์
ด้วยชีวิตของครูหนูเติบโตมากับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของระบบการศึกษาของสยามในพระนคร ความมีไฟที่อยากพัฒนารูปแบบการศึกษาของโรงเรียนชนบทอย่างโรงเรียนชัยภูมิ ฯ ก็เป็นความคิดหลักที่ผลักดันให้ครูหนูอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโรงเรียนเมืองกันดารแห่งนี้อย่างเข้มข้น ดังปรากฎในโครงการและการปฏิรูปอย่างมีระบบในช่วงหลายปีแรกของการเป็นครูใหญ่ โรงเรียนประจำเมืองชัยภูมิ
หลังจากครูหนูเข้ามารับตำแหน่งครูใหญ่ในปี 2458 แล้วนั้นงานแรก ๆ ของครูหนูคือหาสถานที่ตั้งโรงเรียนที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับเมืองชัยภูมิครูหนูได้เลือกสถานที่บริเวณทุ่งนาหน้าศาลาว่าการเมืองชัยภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสะดวกใกล้ชิดเมืองมากกว่าสถานที่เดิม (สนามบิน) และกว้างกว่าวัดทรงศิลาอยู่มาก ท่านได้เจรจากับชาวบ้านซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่เป็นเงิน 20 บาท ซึ่งก็คือสถานที่ปัจจุบันนี้

อาคารเรียนหลังแรกตั้งอยู่บริเวณกลางทุ่งนาหน้าศาลาว่าการเมืองชัยภูมิ : ภาพถ่ายเมื่อปี 2460
(ในภาพถ่ายขณะน้ำท่วมโรงเรียนในฤดูน้ำหลาก)
ภาพอาคารเรียนข้างต้น ผู้เขียนพบภาพดังกล่าวโดยบังเอิญจากหนังสืออนุสรณ์โรงเรียนชัยภูมิ ฯ ปี 2553 ในโอกาสโรงเรียนครบรอบ 111 ปี อย่างไรก็ตามผู้เขียนเข้าใจได้ว่าอาคารดังกลาวคืออาคารโรงทหารในสมัยครูหนู มนู นาคามดี ซึ่งปรากฎรายละเอียดของอาคารดังกล่าวในบันทึกของบุตรสาวของครู หนู มนู นาคามดี ความว่า
… ครูหนูจัดการปลูกอาคารลงตรงกลางที่ ใช้ไม้และสังกะสีที่รื้อมาจากโรงทหารจึงต้องปลูกตามแบบแปลนเดิม คือเป็นอาคารยาวมีระเบียงหน้าห้องตลอดหลังและตรงกลางมีมุขยื่นออกไปใต้ถุนสูงราวหนึ่งเมตร ซึ่งเตี้ยเกินไปครูหนูไม่ชอบเพราะนักเรียนไม่มีที่พักเวลาหยุดกลางวัน คิดว่าจะหาทางขยับขยายภายหลัง ส่วนห้องเรียนนั้นใช้ฝาไม้กั้นห้องเรียบร้อยด้านหัวด้านท้ายข้างละสองห้อง ตรงกลางใช้ฉากกั้นอีกสองห้อง พอบ่ายวันเสาร์ก็ยกฉากออกทำเป็นห้องประชุม สองข้างถนนเข้าโรงเรียนปลูกต้นจามจุรีเพราะเห็นว่าเป็นต้นไม้โตเร็วและแผ่กิ่งก้านสาขาใบหนาร่มรื่นดี …
หลังจากท่านหาสถานที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่ได้แล้วนั้น ครูหนูก็เริ่มสร้างอาคารเรียนโดยใช้วัสดุจากอาคารทหารเดิมที่อยู่บริเวณโรงเรียนเดิม (อาคารเรียนหลังดังกล่าว; ดังภาพ) ซึ่งส่งผลให้ครูหนูจำเป็นต้องสร้างอาคารตามแบบเดิมซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจครูหนูมากนัก เพราะรูปแบบของอาคารนั้นออกแบบไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเป็นอาคารเรียน มีเพียงฝาผนังกั้นเพียงหยาบๆ ภายในเพื่อแบ่งห้องโล่งของอาคารออกจากกันเพื่อเป็นห้องเรียนเท่านั้น

ในช่วงหลายปีต่อมาเมื่อการมาถึงของความพร้อมของครูน้อยและอาคารเรียนส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ด้านวิชาการก็เริ่มต้นขึ้น ณ ที่นี้ชาวชัยภูมิรู้จักวิชาเรขาคณิต พีชคณิต และภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก หลังจากการเรียนการสอนของโรงเรียนนับแต่ต้น (ปี 2444) มีเพียงวิชาภาษาไทยและวิชาเลข (การเรียนการดำเนินการทางตัวเลขและการบัญชี) เท่านั้น ความโดดเด่นคือมีหลายวิชาที่มีเพียงครูหนูเท่านั้นที่สามารถสอนได้อย่างจริงจังเช่น วิชาภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เพียงเพราะภาษาอังกฤษไม่เป็นที่เข้าถึงของครูน้อยที่สอนทั่วไปในโรงเรียนเท่านั้น แต่ครูหนูท่านมีความสามารถทางภาษาอยู่มากเหตุเพราะเป็นวิชาที่ท่านขวนขวายศึกษาด้วยตนเองระหว่างสอนอยู่ที่โรงเรียนวัดมหาธาตุ (ครูหนูเรียนพิเศษที่โรงเรียนสวนกุหลาบในเวลาค่ำหลังจากเลิกสอนจาก อ. นอร์แมน ซัตตัน; Norman Sutton) ไม่เพียงแต่นักเรียนเท่านั้นที่ครูหนูเป็นอาจารย์ให้ แต่ศิษย์สำคัญอีกหลายคนของครูหนูในวิชาภาษาอังกฤษก็คือครูน้อยในโรงเรียนนั่นเอง (ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจประการหนึ่งก่อนว่าแต่เดิมครูใหญ่ ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เพียงบริหารสถานศึกษาเท่านั้นแต่ยังร่วมสอนด้วย งานสอนของครูหนูเองยังคงเป็นที่จดจำของทั้งศิษย์และครูน้อยในโรงเรียน) นับได้ว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในจังหวัดชัยภูมิเกิดขึ้นครั้งแรกที่นี่ โรงเรียนนี้ โดยครูหนู มนู นาคามดี
ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานของโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล
เมื่อปี 2522 ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับสนามฟุตบอลที่บุกเบิกโดยครูหนู มนู นาคามดี
(จากภาพมองเห็นอนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพลรูปแบบดั้งเดิม; ภาพดัดแปลงโดยผู้เขียน)
เมื่อวิชาการพรั่งพร้อมและพัฒนาไปมากแล้ว พลานมัยของนักเรียนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่ครูหนูตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมาก การละเล่นกีฬาที่ครูหนูเลือกให้นักเรียนได้เล่นกันนั้นคือ ฟุตบอล มันค่อนข้างทุลักทุเลอยู่มากที่จะสอนให้กีฬาที่ไม่มีใครในจังหวัดนี้เล่นเป็นได้เข้าใจ ครูหนูเลือกบริเวณหน้าโรงเรียนซึ่งเดิมเป็นที่นานั้น มาอัดดินและปรับปรุงเสียใหม่เพื่อสร้างเป็นสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน (ครูหนูได้อิทธิพลการเล่นกีฬาฟุตบอลมาจากโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งที่นั่นกีฬาฟุตบอลนั้นถูกนำเข้ามาโดยครูนักเรียนทุนต่างประเทศทั้งหลาย) ในปี 2458 จังหวัดชัยภูมิมีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานครั้งแรก ณ ที่นี่ให้กำเนิดทีมฟุตบอลนักเรียนทีมแรกของจังหวัดชัยภูมิอีกด้วย (ก่อนมีการจัดตั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หนึ่งปี; สมาคมก่อตั้งเมื่อปี 2459)
แม้กีฬาฟุตบอลจะเป็นที่โปรดปรานของครูหนูอยู่ไม่น้อย แต่กีฬานี้ก็สร้างความเจ็บปวดแก่ครูหนูอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ด้วยเหตุเมื่อสมัยครูหนูเรียนอยู่โรงเรียนฝึกหัดครูนั้น ท่านเคยประสบอุบัติเหตุที่ดวงตาเล็กน้อย ทำให้ตาฟางและเล็กลงข้างหนึ่ง เมื่อท่านมีอายุมากขึ้นตาก็ฟางมากขึ้น และท่านมักรำพึงรำพันกับตนเองอยู่เสมอถึงดวงตาที่ฟ่าฟางของท่านว่า “ใช้มันมานานแล้ว ให้มันตายไปกับตัว” แม้ความเจ็บปวดนี้จะเกิดขึ้นกับฟุตบอล แต่ท่านคงมองเห็นประโยชน์ของฟุตบอลอยู่ไม่น้อยจึงฝึกหัดเด็ก และจัดตั้งทีมฟุตบอลนักเรียนขึ้นในสมัยเป็นครูใหญ่
ไม่มีนักเรียนชายหญิงคนใดที่เรียนและศึกษาในระบบขึ้นพื้นฐานของเมืองไทยที่ไม่รู้จักลูกเสือเป็นแน่ ชัยภูมิก็เป็นที่แห่งแรก ๆ ในประเทศไทยที่นำระบบลูกเสือเข้ามาเผยแพร่ในรูปแบบของเสือป่าและลูกเสือให้ชายชาวชัยภูมิได้รู้จัก ในปัจจุบันกิจการลูกเสือของโรงเรียนชัยภูมินั้นมีชื่อเสียงในระดับประเทศอยู่มาก ซึ่งกองลูกเสือโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลในสมัยของครูหนูนั้นใช้ชื่อว่า “กองลูกเสือมณฑลนครราชสีมาที่ ๓ ประจำเมืองไชยภูมิ” และทางการก็ได้แต่งตั้งครูหนู มนู นาคามดี ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มกิจการลูกเสือในเมืองชัยภูมิ เป็นผู้กำกับการกองลูกเสือจังหวัดชัยภูมิคนแรก จึงนับได้ว่ากองลูกเสือโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลเป็นกองลูกเสือกองแรกและเป็นกองลูกเสือบุกเบิกของจังหวัดชัยภูมิโดยตั้งหลังจากทรงนำกิจการลูกเสือเข้ามาในสยามได้เพียง 4 ปีเท่านั้น (กองลูกเสือโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2458 )
ไม่แต่เพียงกีฬา วิชาการ และการสอนเท่านั้นที่โดดเด่นขึ้นในห้วงเวลาของครูหนู แต่กิจการลูกเสือซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชาติไทยให้ความสำคัญมาตลอด 100 ปีที่ผ่านมานี้นั้น (แม้จะตกลงไปบ้างช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ก็โดดเด่นขึ้นมาในช่วงเวลานี้เช่นกัน
บทสรุป
ไม่ใช่เพียงแค่ความเจริญทางวัตถุและการศึกษาเท่านั้นที่โรงเรียนฝึกหัดครูได้หล่อหลอมและส่งผ่านครูหนู แต่จิตวิญญาของความเป็นครูที่ครูหนูมีต่อสถานศึกษาแห่งนี้ก็เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งที่ชายที่มีอายุเพียง 24 ปีได้พิสูจน์ตัวตนในฐานะครูและครูใหญ่แห่งโรงเรียนประจำเมืองชัยภูมิ ผ่านการพร่ำสอน และก่อให้เกิดนักเรียนกลุ่มแรกที่กลับมาพัฒนาชัยภูมิอย่างจริงจัง
แม้จะมองว่านี่เป็นหน้าที่ที่ส่วนกลางส่งมาให้ครูหนูทำ และมีแนวปฏิบัติอยู่แล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถปฏิเสธได้เลย โดยเฉพาะเมื่อได้ศึกษาอัตชีวประวัติของครูหนูซึ่งในหลายครั้งนั้นท่านสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาด้วยใจจริงๆ ด้วยความเชื่อและศรัทราอย่างแรงกล้าที่จะยกระดับการศึกษาของชาวชัยภูมิ ซึ่งศิษย์ของท่านหลายคนก็ได้กลับมาพัฒนาเมืองชัยภูมิอย่างสุดกำลังความสามารถ ดังท่านได้คาดหวังเอาไว้ จึงขอยกคำไว้อาลัยของพระยาราชเสนาซึ่งกล่าวในงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูหนู มนู นาคามดี ไว้ส่งท้ายในบทความนี้ ซึ่งเป็นผู้เคยร่วมทุกข์ยากกับครูหนูระหว่างรับราชการเมืองชัยภูมิ
” ข้าพเจ้ารู้จักนายมนู นาคามดี มาประมาณ ๕๐ ปี ตั้งแต่ข้าพเจ้ารับราชการเป็นปลัดมณฑลนครราชสีมา เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำสั่งย้ายไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พอดีกับนายมนู นาคามดี ได้รับคำสั่งย้ายไปรับตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนประจำจังหวัด (ชาย) ด้วย ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมาเห็นเป็นโอกาสที่จะให้นายมนู นาคามดีได้เดินทางไปจังหวัดชัยภูมิพร้อมกับข้าพเจ้าด้วยเราจึงเดินทางฝ่าความทุรกันดารในฤดูฝนด้วยความอดทนด้วยกันเป็นเวลาถึง ๕ วัน เพราะสมัยนั้นการเดินทางต้องใช้ม้าและเกวียนเป็นพาหนะ สำหรับนายมนู นาคามดีผู้นี้ ตั้งแต่ไปรับราชการร่วมจังหวัดกับข้าพเจ้าก็มีความสามัคคีเป็นอันดีต่อบรรดาข้าราชการทั้งหลาย นิสัยใจคอดี มีความประพฤติเรียบร้อยสมตำแหน่งหน้าที่ไม่เคยปรากฏว่าได้กระทำความผิดใด ๆ ให้เป็นการเสื่อมเสียเลยตลอดเวลาที่รับราชการในจังหวัดชัยภูมิ โดยเฉพาะการลูกเสือ นายมนู นาคามดี ได้เอาเป็นธุระอย่างดี ช่วยทะนุบำรุงให้มีความเจริญและเรียบร้อยตลอดมา นับได้ว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการสรรเสริญผู้หนึ่ง ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจด้วยอย่างจริงใจ ขอให้ดวงวิญญาณจงไปสู่สุคติสัมปรายภพเทอญ ”
พระยาราชเสนา อดีตเจ้ากรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
โรงเรียนชัยภูมิถูกสร้างด้วยสองมือหนึ่งสมองของครูหนู คงจะไม่เป็นการกล่าวไปโดยเกินจริงนัก ณ ที่นี้ครูหนูได้ให้กำเนิดโรงเรียนสมัยใหม่ โรงเรียนแบบอารยะประเทศขึ้นในจังหวัดชัยภูมิ สถานที่ที่ไกลแสนไกลจากความเจริญ ที่ครั้งหนึ่งเป็นเพียงป่า ได้มีทีมฟุตบอลทีมแรก สนามฟุตบอลแห่งแรก เรียนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ เป็นครั้งแรก ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นในปี 2457-2458 โดยชายผู้เดียวชื่อ ‘มนู นาคามดี’
โดยส่วนตัวผมยังคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งอยู่มาก ที่ชายคนหนึ่งมีชีวิตที่สะดวกสบายมาแต่น้อยในกรุงเทพ ฯ กล่าวคือไม่ลำบากเท่าคนชนบท จะสร้างหลักปักฐานในจังหวัดที่กันดาร จากพรากพ่อแม่จากเมืองหลวง ชายผู้ไม่เคยมีแม้บ้านเป็นของตนเองจนชีวิตหลังเกษียณ ชายผู้ไม่เคยได้อะไรจากโรงเรียนชัยภูมิไปเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นความรักและผูกพันธ์ และความภาคภูมิใจที่สร้างโรงเรียนนี้ขึ้นมา
หากจะมีอนุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่งในโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล นอกเหนือไปจากอนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของบรรดาผู้ศึกษาและบุคลากรในโรงเรียนชัยภูมิ ฯ แล้วนั้น อนุสาวรีย์อีกแห่งที่สมควรจัดตั้งขึ้นเป็นที่รฤกแก่ความมานะอุตสาหะของ ครูหนู มนู นาคามดี ที่ท่านได้ทุ่มเทกายและใจของท่านเพื่อโรงเรียนชัยภูมิ ฯ อันเป็นที่รักของท่าน เพราะแม้ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านก็ยังคงหวนคะนึงคิดถึงโรงเรียนแห่งนี้อยู่เสมอ จึงไม่เป็นการพูดเกินเลยไปเสียมากที่จะพูดว่าท่านสมควรถูกยกย่องสรรเสริญ
แด่ชายผู้สร้างโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล,
ตวงโชค ชาลีกุล
อดีตหัวหน้าพิพิธภัณฑ์โรงเรียนชัยภูมิ ฯ
27 มิถุนายน 2560
ชัยภูมิ, ประเทศไทย
หมายเหตุ : ชื่อโรงเรียนในบทความไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนวัดประสิทธิ์ – โรงเรียนวัดชัยประสิทธิ์ – โรงเรียนชัยภูมิ – โรงเรียนประจำเมืองชัยภูมิ – โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ล้วนเป็นชื่อโรงเรียนในช่วงเวลาต่างๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล เหมือนกันทั้งสิ้น, ปีในบทความทั้งหมดที่ไม่ได้กำหนดเป็นอย่างอื่นถือว่าเป็นพุทธศักราช
หมายเหตุ 2 : บุตรสาวครูหนู มนู นาคามดี คือ นงไฉน ปริญาธวัชร หรือรู้จักกันในชื่อ กาญจนา นาคนันท์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณกรรม ปี 2555
ขอขอบคุณภาพ : พิพิธภัณฑ์โรงเรียนชัยภูมิฯ และท้องถิ่น ศูนย์เรียนรู้ไทยภัณฑ์ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล และเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา
เอกสารอ้างอิง และเอกสารแนะนำ
- ครุสภา. ประวัติครู ปี 2521. (2522). โรงพิมพ์คุรุสภา. พิมพ์ครั้งแรก, กรุงเทพมหานคร.
- หนังสือประวัติศาสตร์ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ฉบับตีพิมพ์ปี 2557 (หาอ่านได้จาก ศูนย์เรียนรู้ไทยภัณฑ์ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล และห้องสมุดกลางโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล
- ราชกิจจานุเบกษา ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 หน้า 819 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2497
- บันทึกปาฐกถาเรื่อง สภาพจังหวัดชัยภูมิ ของ หลวงนาถนิติธาดา ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ์
แสดงโดยทางวิทยุกระจายเสียง เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2477