← franceja

ละครเวทีเรื่อง ‘บันทึกแห่งเกียรติยศ’ : ข้อเท็จ-จริงผ่านงานละคร

26 December 2017

 

เนื่องในโอกาสที่โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ครบรอบ 118 ปีแห่งการสถาปนาและ 115 ปีแห่งพระราชกระแสรับสั่งในวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานดังกล่าวในช่วงค่ำในฐานะของผู้เข้าชมละครเวทีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ต้องยอมรับโดยใจจริงว่าผู้เขียนมีส่วนในการเป็น Editor ให้กับบทละครทั้ง 11 องค์ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามก็รู้สึกประทับใจและมีอารมณ์ที่อยากจะวิพากย์ในแง่มุมของผู้สนใจในประวัติศาสตร์ให้บุคคลทั่วไปได้เข้าใจถึงมิติทางประวัติศาสตร์ด้วย

เนื่องจากละครเวทีคืองานประพันธ์ประเภท Fiction (บรรเทิงคดี) งานหนึ่งจึงมิได้เพียงแต่สะท้อนภาพของความจริงและบริบททางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความจริงที่ว่า “มันคืองานละคร” ซึ่งผู้ประพันธ์ต้องการสะท้อนความคิดและอารมณ์ซึ่งคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของงานละครออกมา อย่างไรก็ตามงานละครครั้งนี้เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งโดยเฉพาะในแง่ของประวัติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาแห่งนี้นั้น การละครเป็นเรื่องที่ผูกโยงเรื่องราวได้ดี แม้ว่าจะไม่ได้สะท้อนภาพจริงออกมาเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์ แต่คงเป็นศาสตร์ที่ให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้โดยง่ายที่สุด

หากจะกล่าวในบริบททางประวัติศาสตร์นั้น งานละครครั้งนี้คงได้ใจของผู้สนใจในประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อย ด้วยความยามของละครกว่าหนึ่งชั่วโมง ประกอบกับความหลากอารมณ์และการโยงเรื่องราวเข้ากับประวัติศาสตร์สังคม ที่เป็นพลวัติสำคัญในการขับเคลื่อนเนื้อเรื่อง อย่างไรก็ตามความจริงก็ยังคงเป็นความจริง ละครจึงสะท้อนได้เพียงบางมุมและบางบทบาท – บุคลิกของบุคคลในประวัติศาสตร์เท่านั้น ดังนั้นในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนขอสะท้อนภาพของงานละครผ่านบุคคลในประวัติศาสตร์ได้ดังนี้

นงไฉน

e0b899e0b887e0b984e0b889e0b899_e0b89be0b8a3e0b8b4e0b88de0b88de0b8b2e0b898e0b8a7e0b8b1e0b88a0001
ภาพนงไฉน ปริญญาธวัช วัย 91 ปี, พ.ศ. 2555

นงไฉน หญิงที่ออกมาหลาย ๆ ฉากระหว่างเปลี่ยนฉาก หญิงผู้เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สำหรับหญิงผู้นี้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เธอเป็นบุตรสาวของครูหนู หรือในเรื่องใช้ชื่อในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านว่า มนู ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม นงไฉน หรือชื่อจริงคือ นงไฉน ปริญญาธวัช (นามสกุลเดิม นาคามดี) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กาญจนา นาคนันทน์ ซึ่งท่านเป็น ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ (นวนิยายและเรื่องสั้น) พ.ศ. 2555 หลายท่านคงรู้จักงานประพันธ์ของท่านดี ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใหญ่ลีกับนางมา  ธรณีนี่นี้ใครครอง หรือผู้กองยอดรัก และแน่นอนเรื่องราวงานประพันธ์ละครเวทีครั้งนี้ส่วนใหญ่ก็อ้างอิงจากเรื่องราวที่ท่านในฐานะบุตรสาวได้ถ่ายทอดไว้อย่างละเอียดและสมบูรณ์ยิ่ง ในฐานะความทรงจำวัยเด็กและมรดกทางปัญญาอันสำคัญยิ่งต่อวงการประวัติศาสตร์การศึกษาระดับท้องถิ่งจังหวัดชัยภูมิ

 ลูกพี่ลูกน้องของครูหนูและคุณย่าจันทร์

แสงและเนื่อง บทบาทสำคัญที่ลิขิตชีวิตครูหนูให้ได้คิดตริตรอง ผ่านคุณย่าจันทร์ หญิงชราผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นแม่ของพ่อครูหนูอีกต่อหนึ่ง หญิงผู้นี้มีบทบาทสำคัญอย่างมาก และเป็นผู้จุดประกายความคิดของครูหนูให้เบนเข็มมาสนใจอาชีพครู และเห็นคุณค่าอย่างแท้จริงของการเป็นครู ในขณะที่ญาติพี่น้องของครูหนูต่างเรียนกฎหมายกันหมด ในงานเขียนครูนงไฉน ได้กล่าวถึงบทบาทและอิทธิพลของคุณย่าจันทร์ที่มีอยู่มากต่อครูหนูว่า;

” ถ้าเรียนกฎหมายแล้วต้องเป็นผู้พิพากษา พลาดท่าเสียทีตัดสินเขาผิดไปก็บาปตกนรก สู้เป็นครูไม่ได้ เราสั่งสอนเขาให้เป็นคนดีมีวิชาหากินต่อไปข้างหน้า และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ดีอย่างเราคิดแต่เราก็ได้บุญทุกวันโดยไม่ต้องไปทำบุญที่วัด เพราะการทำบุญนั้นทำได้หลายอย่าง “

คำพูดของย่าจันทร์ ความตอนหนึ่งจากหนังสือประวัติครู พ.ศ. 2521

แม้ชีวิตครูหนูเมื่อเทียบกับญาติพี่น้องที่ได้เป็นถึงพระยาผู้ซึ่งได้ใช้บั้นปลายชีวิตในพระนครนั้น ครูหนูคงถูกเปรียบเทียบในทางที่ต่ำกว่าอย่างเดาได้ไม่ยากนัก เพราะครูหนูไม่ได้มีทรัพย์สินพิเศษอื่นใดเลย แม้บ้านที่ท่านอยู่ในบั้นปลายก็เกิดจากการรวมเงินกันซื้อของพี่น้องและลูกหลานให้ท่านได้พักพิง และจุดเปลี่ยนสำคัญในฐานะข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นี้ก็ชี้ชัดแล้วว่า ครูหนู ประสบผลสำเร็จในการสถาปนาการศึกษาแผนใหม่ ณ เมืองชัยภูมิ

แม่แหวน

แม่แหวน หญิงผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับครูหนูไปยังดินแดนกันดาร แท้จริงแล้วท่านเป็นหญิงสาวผู้หนึ่งในพระนคร มีชื่อจริงว่า แหวน ฉายสุริยะ แม่แหวนมีบทบาทอย่างมากต่อการดูแลครอบครัวและอบรมเลี้ยงดูลูกหลานของท่านจนประสบผลสำเร็จกันทุกคน แม่แหวน และครูหนูมีบุตรและบุตรีด้วยกันทั้งสิ้น 3 คน  แม้ในบทละครเองแม้จะมีการดัดแปลงไปอยู่มาก แต่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงคือ แม่แหวนรักและอาศัยอยู่กับครูหนูจวบจนบั้นปลายชีวิตของท่านทั้งสอง

กระนั้น แม้ในบทละครจะไม่ได้กล่าวให้เราทราบกันแต่ครูหนู ในฐานะบุรษในยุคสมัยคาบเกี่ยวสมัยใหม่และเก่ายังคงมีกลิ่นอายแห่งความเป็นสุภาพบุรุษยุคเก่าอยู่มากกล่าวคือท่านยังมีภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อ ประหยัด กระแสร์เสน  และได้มีบุตรชายร่วมกันอีกหนึ่งคน ซึ่งในบริบทปัจจุบันถึงแม้จะไม่เป็นที่น่าพิศมัยนัก แต่เมื่อมองในบริบททางสังคมในยุคนั้นแล้วก็ไม่ได้มีอะไรแปลกหรือเปลี่ยนชายธรรมดาผู้นี้ให้ต่างจากผู้อื่นเลย

ครูหนู

e0b899e0b8b2e0b8a2e0b8abe0b899e0b8b9_e0b899e0b8b2e0b884e0b8b2e0b8a1e0b894e0b8b5
ครูหนู หรือมนู นาคามดี ในวัย 28 ปี ที่เมืองชัยภูมิ แต่งกายเครื่องแบบเสือป่า ในฐานะผู้กำกับการกองลูกเสือจังหวัดชัยภูมิ คนแรก

ตัวเอกของเรื่อง ครูหนู หรือมนู นาคามดี ครูผู้บุกเบิกการศึกษาของดินแดนกันดารนามว่าชัยภูมิ ยังคงเป็นแกนหลักดำเนินเรื่องและปรากฎตัวในทุกฉาก ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แม้ว่าในบทละครเองจะมีความคลาดเคลื่อนทางข้อเท็จจริงไปบ้าง แต่ก็ยังสะท้อนภาพความเป็นไปของเหตุการในยุคนั้นอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ครูหนูในวัยหนุ่มยังคงเป็นชายผู้มีแรงผลักดันอันแรงกล้าในความพยายามในทุก ๆ สิ่ง ซึ่งในงานละครที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าผู้แสดงและผู้ประพันธ์เป็นนักเรียนแล้ว ยิ่งต้องชื่นชมในความสามารถที่ดึงเอาบทบาทและสร้างอารมณ์ของชายหนุ่มไฟแรงอย่างครูหนูออกมาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะอยู่ในบทบาทที่ครูหนูเองก็มิได้ประสบมาก่อน

ภาพของครูหนูถูกวาดว่าเป็นวีรบุรุษ และบิดาของการศึกษาในระดับจังหวัดชัยภูมิ คงไม่เป็นการที่จะกล่าวเกินจริงไปนัก หากแต่ว่าความพยายามของท่านในครั้งนั้นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในฐานะบุคคลอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามยังมีหลายเรื่องราวในบทละครข้างต้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่นการขับไล่ของชาวชัยภูมิเรื่องการเรี่ยไรเงินของชาวตลาดสด และเจ๊กกิมเหลียง หญิงชาวจีนเจ้าบทบาทผู้นั้นก็มิได้มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ หลายเรื่องถูกแต่งเติมให้มีความสดใสและไม่น่าเบื่อมากนัก และนี่จึงออกมาเป็นงานละครเวทีครั้งนี้ และแน่นอน ชาวชัยภูมิไม่ได้ใจดำขนาดนั้น

Untitled
หนังสือประวัติครู หนังสือที่ตีพิมพ์ประวัติครูในทุกวันครู  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2500 และยังคงตีพิมพ์มาจวบจนปัจจุบัน เพื่อยกย่องและประกาศเกียรติประวัติของครูที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการศึกษาของประเทศ

วีรกรรมและผลงานของครูหนูในฐานะสัญลักษณ์ของยุคทางประวัติศาสตร์การศึกษาท้อนถิ่นนั้นคงสะท้อนผ่านการตีแผ่เรื่องราวของท่านผ่านหนังสือประวัติครู ซึ่งเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ประวัติครูที่น่ายกย่อง ซึ่งครูหนูได้มีชื่อเทียบเคียงบุคคลสำคัญของโลกอย่าง หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ในบทบาทด้านการเรียนการสอนและการปฏิรูปการศึกษาสยามประเทศ และในฐานะผู้สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศชาติ

หลวงพรหมมาตัวร้ายผู้ใจดี

5.นายพรหมมา
ภาพที่เชื่อว่าเป็นครูพรหมมา ศิริพรหมมา*

ประวัติศาสตร์ยังคงจดจำท่านในฐานะคนใจดีและมีคุณธรรม ถึงแม้ว่าในงานละครที่ผ่านมาจะแสดงบทบาทของท่านให้ดูเข้าถึงยากและน่ากลัวเท่าใดก็ตาม และแน่นอนหลวงพรหมมามีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ในฐานะครูใหญ่ก่อนครูหนู ซึ่งเป็นชายผู้มีศรัทราแรงกล้าเช่นเดียวกัน หากแต่ขาดกำลังปัญญาและทรัพยากร และแน่นอนท่านคือผู้เป็นเจ้าของที่ดิน 21 แปลงตรงข้ามศาลากลางจังหวัดชัยภูมิที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลในปัจจุบัน

และอีกครั้งหนึ่งในฐานะผู้สนใจในประวัติศาสตร์ผู้เขียนขออธิบายว่าครูหรหมมา มิได้เป็นท่านหลวงดังเช่นในงานละครที่ผ่านมาแต่อย่างใด

ฉากสอนภาษาอังกฤษ ภาษาสากล

ฉากนี้มีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์อย่างมาก ครูหนูคือชายผู้บุกเบิกการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งนี่คือการเรียนการสอนภาษาอังกฤษครั้งแรกในเมืองชัยภูมิ  ครูหนู ยังเป็นชายผู้สอนภาษาอังกฤษให้คนในพื้นที่เป็นคนแรก ซึ่งเมื่อเรื่องนี้แพร่ไปนอกโรงเรียน จากนั้นไม่นานพระยาราชเสนา ข้าหลวงเมืองชัยภูมิในสมัยนั้นเห็นว่าการสอนของครูหนูเป็นไปอย่างราบรื่นและมีพลังมากนัก จึงอยากให้การเรียนการสอนกระจายออกไปสู่ทั่วทุกหัวระแหงในเมืองชัยภูมิ มีโรงเรียนประโยคมัธยมและครูจากโรงเรียนประถมกว่า ๕๐ แห่งทั่วเขตปกครองเมืองชัยภูมิ และต่างก็รับตำราภาษาอังกฤษฉบับครูหนูที่แจกจ่ายออกไป ภายหลังด้วยคุณคุณุปการอันใหญ่นี้

ความประทับใจและเสียใจ

ในฉากสุดท้ายเป็นฉากที่หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์เก่าและผู้ที่มีความผูกพันธ์กับโรงเรียนรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่และการถวิลหาอดีต ทั้งยังภูมิใจในสถานศึกษายิ่งนี่เป็นอีกหนึ่งฉากที่ผู้เขียนในฐานะผู้ชมที่เป็นศิษย์เก่าประทับใจและชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าในฉากก่อนหน้า (ฉากถวายบังคม) จะเป็นฉากที่ดูยิ่งใหญ่อีกฉากหนึ่ง แต่ในฐานะผู้สนใจในประวัติศาสตร์แล้ว ฉากนี้ยังมีข้อกังขาอยู่มาก กล่าวคือ มีการดัดแปลงเรื่องราวในความหมายและจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไปมากโดยเฉพาะบริบทและฐานะของผู้แสดงแต่ละคน

อาคารเรียนและการก่อสร้าง

800px-โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล_ปี_2447.jpg

การสร้างอาคารเรียนในงานละคร มิได้เป็นแค่เรื่องรายที่แต่งขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเหตุการจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ อาคารไม้ดังกล่าวมีอธิบายในหนังสือประวัติครู พ.ศ. 2521 ความว่า

… ครูหนูจัดการปลูกอาคารลงตรงกลางที่ ใช้ไม้และสังกะสีที่รื้อมาจากโรงทหารจึงต้องปลูกตามแบบแปลนเดิม คือเป็นอาคารยาวมีระเบียงหน้าห้องตลอดหลังและตรงกลางมีมุขยื่นออกไปใต้ถุนสูงราวหนึ่งเมตร ซึ่งเตี้ยเกินไปครูหนูไม่ชอบเพราะนักเรียนไม่มีที่พักเวลาหยุดกลางวัน คิดว่าจะหาทางขยับขยายภายหลัง ส่วนห้องเรียนนั้นใช้ฝาไม้กั้นห้องเรียบร้อยด้านหัวด้านท้ายข้างละสองห้อง ตรงกลางใช้ฉากกั้นอีกสองห้อง พอบ่ายวันเสาร์ก็ยกฉากออกทำเป็นห้องประชุม สองข้างถนนเข้าโรงเรียนปลูกต้นจามจุรีเพราะเห็นว่าเป็นต้นไม้โตเร็วและแผ่กิ่งก้านสาขาใบหนาร่มรื่นดี …

ภาพอาคารเรียนข้างต้น ผู้เขียนพบภาพดังกล่าวโดยบังเอิญจากหนังสืออนุสรณ์โรงเรียนชัยภูมิ ฯ ปี 2553 ในโอกาสโรงเรียนครบรอบ 111 ปี อย่างไรก็ตามผู้เขียนเข้าใจได้ว่าอาคารดังกลาวคืออาคารโรงทหารในสมัยครูหนู มนู นาคามดี

หลังจากท่านหาสถานที่ตั้งโรงเรียนแห่งใหม่ได้แล้วนั้น ครูหนูก็เริ่มสร้างอาคารเรียนโดยใช้วัสดุจากอาคารทหารเดิมที่อยู่บริเวณโรงเรียนเดิม  (อาคารเรียนหลังดังกล่าว; ดังภาพ) ซึ่งส่งผลให้ครูหนูจำเป็นต้องสร้างอาคารตามแบบเดิมซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจครูหนูมากนัก เพราะรูปแบบของอาคารนั้นออกแบบไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเป็นอาคารเรียน มีเพียงฝาผนังกั้นเพียงหยาบๆ ภายในเพื่อแบ่งห้องโล่งของอาคารออกจากกันเพื่อเป็นห้องเรียนเท่านั้น

ชื่อโรงเรียน

119477343
ป้ายชื่อโรงเรียนปัจจุบัน บริเวณรอบวงเวียนอนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล

ในเรื่องนี้ใช้ชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนชัยภูมิ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้วชื่อควรจะเป็น โรงเรียนประจำเมืองไชยภูมิ์ ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะสมที่สุด ถึงแม้จะเป็นจุดเล็กน้อยแต่ทั้งในแง่ของบริบททางประวัติศาสตร์ การเก็บรายละเอียดเรื่องอักขระวิธีการเขียน และข้อเท็จจริงของยุคสมัย สำหรับเรื่องนี้ผู้เขียนขอตำหนิเพราะเป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามผู้เขียนขออาศัยพื้นที่ของการวิพากย์บทละครนี้ อธิบายเรื่องชื่อโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลแห่งนี้

โรงเรียนชัยภูมิ เป็นชื่อที่ถูกใช้ภายหลังปี พ.ศ. 2500 จนถึงปี พ.ศ. 2518 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลหลังจากนั้น

โรงเรียนประจำเมืองไชยภูมิ์ เป็นชื่อโรงเรียนภายหลังการก่อตั้งโรงเรียน ณ ที่ดินแห่งใหม่บริเวณตรงข้ามศาลากลางเมืองชัยภูมิในปัจจุบัน ซึ่งเป็นชื่อที่ตรงทั้งบริบทและเวลาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้

บทสรุป

หากมองในฐานะของผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ละครเรื่องนี้ยังคงได้คะแนนหมิ่นเหม่ระหว่างผ่านและตกในเรื่องข้อเท็จจริงและการเก็บรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ แต่หากมองในแง่ของบริบทและการสร้างอารมณ์ของผู้แสดงผ่านตัวละครจริงในประวัติศาสตร์ก็คงจะต้องให้ผ่านอย่างไม่ต้องสงสัยด้วยปัจจัยที่มิอาจควบคุมได้ทั้งในแง่งบประมาณและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเมื่อเป็นผู้ที่ได้พูดคุยกับเบื้องหลังแล้วก็ได้ทราบว่าเป็นละครที่นักเรียนคิด นักเรียนประพันธ์ นักเรียนทำ และนักเรียนแสดง

แม้ผู้เขียนจะได้มีโอกาสเข้าชมด้วยตนเองในช่วงเย็นของวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น แต่ผู้เขียนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าผู้เขียนรู้สึกตะหงิดใจอย่างยิ่งในเรื่องของการปรับเปลียนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และยิ่งต้องขออธิบายเรื่องนี้อย่างระมัดระวังยิ่ง เพราะด้วยแง่ทางประวัติศาสตร์และบริบททางประวัติศาสตร์ซึ่งหากจะพูดให้ตรงตามเนื้ออักษรแล้ว ละครเรื่องนี้คงเป็นเพียงวรรณกรรมชิ้นหนึ่งเท่านั้น และผู้เขียนต้องไม่ลืมด้วยแล้วว่านี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของ Fiction (บรรเทิงคดี) ซึ่งเป็นงานที่หวังผลสูงสุดถึงความบันเทิงของผู้แสดง และแน่นอนอย่างที่ได้กล่าวไปอย่างน่าทึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นโดยนักเรียน

ในฐานะผู้สนใจในประวัติโรงเรียนและได้มีโอกาสเขียนหนังสือเล่มหนึ่งทิ้งไว้ให้โรงเรียนในฐานะหนังสือประวัติศาสตร์โรงเรียน ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญที่ละครเรื่องนี้ได้นำไปเป็นโครงเรื่องและจัดทำบทออกมา ผู้เขียนในฐานะผู้ร่วมเขียนหนังสือดังกล่าวมีความรู้สึกดีใจยิ่งที่ละครเรื่องนี้สำเร็จลงด้วยดีทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ละครเรื่องนี้จบลงในฐานะผู้ชมบัตร 500 ผู้หนึ่ง ผู้ไม่ได้ทองคำหนึ่งสลึง

ตวงโชค ชาลีกุล
26 ธันวาคม 2560
ชัยภูมิ, ประเทศไทย

อ่านบทความเกี่ยวกับประวัติครูหนูเพิ่มเติมได้ที่  : ‘ครูหนู’ ชายผู้สร้างโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล ขึ้นจากเศษดิน

*ยังไม่มีข้อสรุป – มีการเสนอว่าภาพนี้เป็นของนายพรหมมา นพคุณ ครูน้อยในโรงเรียน