ครึ่งศตวรรษ … “ปราสาททราย” แห่งชัยภูมิ

ปราสาททราย อาคารปูนแห่ง ช.ย. ถ้าจะนึกถึงและเปรียบเทียบอาคารคอนกรีตที่สูงที่สุดในเขตเมืองชัยภูมิ ในปัจจุบันนี้คงต้องยกให้อาคารโรงพยาบาลชัยภูมิ แต่รู้หรือไม่ว่า อาคารคอนกรีตที่สูงที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองชัยภูมิเคยตกเป็นของ “ปราสาททราย” หลังนี้หรือที่คนยุคใหม่ที่เป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อเรียบง่ายว่า “อาคาร 2” เป็นเวลากว่าเกือบสิบปีที่อาคารแห่งนี้ครองสถิติความสูงและใหญ่ในเมืองชัยภูมิแห่งนี้ (จนกระทั่งตึกปูนย่านถนนยุติธรรมทำลายสถิตินี้ไปหลังสร้างใหม่จากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่)
ประวัติและความเปลี่ยนแปลง
ในปี พ.ศ. 2509 ในส่วนของโครงสร้างสร้างเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้นักเรียนขึ้นเรียนในต้นปีการศึกษา 2510 อย่างไรก็ตามตัวอาคารยังเป็นปูนเปลือยและไม่มีสีทาจนกระทั่งปลายปี 2510

เดิมทีอาคารนี้เป็นอาคารสูงสองชั้น มีห้องเรียน 15 ห้องและใต้ถุนสูง ซึ่งในเวลาต่อมาได้กั้นห้องเรียนบริเวณใต้ถุนขึ้น
ในปีเดียวกันกับที่ขึ้นเรียนอาคารใหม่ก็ได้รื้ออาคารไม้หลังเก่าออกด้วยเช่นกัน (ในภาพ) และได้นำไม้ของอาคารไม้เก่านั้นไปสร้างบ้านพักครูสองหลัง (โดยให้โรงเรียนการช่างเหมารื้อและแลกกับการสร้างบ้านพักครูสองหลัง)

ลำดับอาคาร
หากนับลำดับอาคารเรียนของโรงเรียนแห่งนี้แล้ว อาคาร 2 นี้คงเป็นอาคารลำดับที่ 3 จากอาคารเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2458 ที่ย้ายมาที่ปัจจุบันนี้
อาคารแรกคืออาคารในภาพ ซึ่งถูกรื้อลงหลังจากสร้างอาคาร 2 เสร็จ อาคารหลังที่สองคืออาคารไม้สองชั้น (ในภาพ) อาคารหลังนี้เดิมทีอยู่บริเวณอาคาร 1 ในปัจจุบันและเชื่อมต่อติดกับอาคาร 2 ด้วย ต่อมาอาคารนี้ถูกรื้อถอนลงในอีกราว 10-15 ปีต่อมา
ที่มาของชื่อเล่น “ปราสาททราย”
ด้วยอาคารมีเนื้อเป็นทรายมากกว่าปูน จึงทำให้เมื่อเจาะ หรือร้าว จะมีปูนหลุดออกมาเพียงแผ่นสีภายนอกเท่านั้น แต่ภายในเนื้อจะคล้ายกับทราย และร่วนออกมา ฉายานี้ได้มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนใหม่ ๆ ในช่วงปี 2510 – 2515 อย่างไรก็ตามในยุคหลังผู้คนต่างไม่รู้จัก ปราสาททราย กันเสียแล้ว เว้นเสียแต่เป็นศิษย์ – ครูเก่าตั้งแต่ยุคนั้น
ศิลปะนูนต่ำ สัญลักษณ์แห่ง ช.ย.

ตัวอาคารแบบเดียวกันนี้มีกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย เพราะเป็นแบบสากล แต่จุดเด่นที่เป็นที่ดึงดูดทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย คงไม่พ้นงานศิลปะนูนต่ำบริเวณระเบียงปูนชั้นสองหน้าอาคาร 2 ที่ทุกคนมักจะเลือกเป็นจุดถ่ายรูปที่เราคงเห็นเป็นประจำ เรียกได้ว่าเป็น Landmark ของโรงเรียนก็ว่าได้ งานปั้นชิ้นนี้ไม่ใช่งานบังเอิญแต่เป็นงานศิลปะที่แฝงไว้ซึ่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอยู่ไม่น้อย
ศิลปะหน้าอาคารหลังนี้ทำขึ้นโดยช่างนิรนาม ผู้เขียนในฐานะผู้ศึกษาประวัติศาสตร์โรงเรียนชัยภูมิก็ใช้ความพยายามอยู่หลายปีที่จะเสาะหาต้นกำเนิดและที่มารวมทั้งผู้รังสรรค์งานชิ้นนี้ อย่างไรก็ตามงานศิลปะชิ้นนี้ได้แสดงให้เราในฐานะอนุชนคนรุ่นหลังได้ทราบถึงการแฝงไว้ซึ่งที่มาและความหมายของสัญลักษณ์โรงเรียนชัยภุมิภักดีชุมพลแห่งนี้
1 และ 2 : พระมหาพิชัยมงกุฎเปร่งรัศมี
โรงเรียนมีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับสถาบันสูงของประเทศเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นมูลเหตุแห่งการก่อ

ตั้ง หรือแม้แต่การนำมาใช้ซึ่งสัญลักษณ์สูงของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่าง “พระมหาพิชัยมงกุฎ”
แม้สัญลักษณ์ของโรงเรียนชิ้นนี้จะไม่ใช่ชิ้นแรก แต่ก็เป็นชิ้นที่ถ่ายทอดสัญลักษณ์ของโรงเรียนออกมาเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นชิ้นแรกเท่าที่มีหลักฐานให้ค้นคว้า
แม้ว่าพระมหาพิชัยมงกุฎ จะเป็นสัญลักษณ์พื้นฐานของโรงเรียนทั่วไปในประเทศไทย แต่ด้วยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งรัศมีที่มีเอกลักษณ์และถูกถ่ายทอดไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วชัยภูมิในเวลาต่อมาทำให้สัญลักษณ์นี้ปฏิวัติวงการสัญลักษณ์ทางการศึกษาของจังหวัดชัยภูมิเลยทีเดียว
จำนวนแฉกรัศมี “19” แฉก เป็นสัญลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและผู้เขียนคาดว่าด้วยจำนวนแฉกนี้ โรงเรียนชัยภูมิ ในเวลานั้นน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากแฉกรัศมีของตราพระเกี้ยวของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ความหมายของแสงที่เปล่งจากยอดพระมหาพิชัยมงกุฎคงถูกนิยามได้ไม่ยาก ทั้งยังแสดงไว้แล้วในคำขวัญอันเป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนที่ว่า นตฺถิ ปญฺญา สมา อาภา – แสงสว่างใด เสมอด้วยปัญญาไม่มี ซึ่งโรงเรียนได้นำมาเป็นคำขวัญของโรงเรียนในปีเดียวกันคือ พ.ศ. 2510
แม้ว่าจำนวนของรัศมีในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงและมีจำนวนแตกต่างกันไปตามแต่การใช้งาน เช่น พระมหาพิชัยมงกุฎบนอกเสื้อนักเรียนชาย-หญิง จะมีรัศมีเพียง 13 แฉก ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนได้สืบทราบมาจากร้านปักเสื้อเก่าแก่แห่งหนึ่งย่านถนนชัยประสิทธิ์ซึ่งเป็นร้านที่รับปักเสื้อตราโรงเรียนชัยภูมิด้วยมือมามากกว่า 40 ปีแล้วนั้นพบว่า เพื่อความสะดวกและง่ายของผู้ปัก ซึ่งหากละเอียดเกินไป จะเป็นงานหนักของช่างปัก อย่างไรก็ดีการปักพระมหาพิชัยมงกุฎบนเสื้อนักเรียนนั้นเพิ่งเป็นประเพณีที่ย้อนไปเมื่อไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น
3 : ช่อมะกอก

ช่อมะกอก สัญลักษณ์สากลอันหมายถึง ชัยชนะ เสรีภาพ ภารดรภาพ และอิสรภาพ ไม่ว่าโรงเรียนในขณะนั้นจะนิยามความหมายว่าอย่างไร แต่อิทธิพลสำคัญของสัญลักษณ์นี้ปรากฎทั่วไปในตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่เริ่มสร้างตราสัญลักษณ์ในปี 2490 – 2510
อิทธิพลของช่อมะกอกในตราโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลคงมาจากโรงเรียนบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ซึ่งเริ่มสร้างและมีสัญลักษณ์โรงเรียนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
4 : ลายกนก
สัญลักษณ์ที่น่าสนใจในตราโรงเรียนชัยภูมิชิ้นนี้สวนทางกับลักษณะนิยมของสัญลักษณ์ในยุคนั้นที่เน้นรูปทรงเลขาคณิตง่าย ๆ เช่นตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามนี่ทำให้คาดเดาได้ว่าตราดังกล่าวออกแบบโดยครูหรือช่างท้องถิ่นที่โดยปกติแล้วทำงานให้กับโบสถ์วัด หรือสิ่งก่อสร้างทางศาสนา ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถสรุปได้ทั้งหมดว่าสัญลักษณ์นี้ได้อิทธิพลของช่างหรือไม่ แต่ก็สามารถสรุปได้ว่าสัญลักษณ์นี้มีความแหวกแนวจากสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่ร่วมยุคกัน
5 : โมโนแกรม (Monogram)
โมโนแกรมตัวย่อของโรงเรียนนั้นเป็นลักษณะทั่วไปและปรากฎทั่วไปในบรรดาตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนทั่วไปในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นยุคใหม่หรือเก่าก็ตาม อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์ชิ้นนี้ไม่ได้ปรากฎเพียง ช.ย. ดังเช่นในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังปรากฎเลข 1 ใต้สัญลักษณ์ของโรงเรียน ซึ่งนั่นหมายความว่า ช.ย. ไม่ได้มีเพียงโรงเรียนเดียว
สถิติที่น่าสนใจ
- อาคาร 2 เป็นอาคารที่มีเก่าที่สุดในปัจจุบัน คือมีอายุการใช้งานกว่า 50 ปี (พ.ศ. 2509 – พ.ศ. 2559)
- อาคาร 2 เป็นอาคารคอนนกรีตหลังแรกของโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล
- อาคาร 2 ก่อสร้างเสร็จก่อนที่โรงเรียนชัยภูมิจะมีรั้วสมบูรณ์ในอีก 6 ปีต่อมา (พ.ศ. 2516)
- อาคาร 2 เป็นอาคารที่มีอายุการใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประวัติศาสตร์โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลคือ 50 ปี ในขณะอาคารที่มีอายุการใช้งานมากเป็นอันดับหนึ่งคืออาคารไม้หลังแรกของโรงเรียนที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2458 และรื้อลงในปี 2510 หรือ 52 ปี
- อาคาร 2 เปิดสอนนักเรียนมามากกว่า 50 รุ่น นับตั้งแต่ขึ้นเรียนครั้งแรก
- อาคาร 2 เคยเป็นอาคารเรียนรวม (มีหลายวิชาสอน) เคยเป็นอาคารประจำกลุ่มสาระสังคม ฯ และสุดท้ายเป็นอาคารเรียนกลุ่มสาระภาษาอังกฤษ
- อาคาร 3 สร้างทีหลังอาคารสองหลายสิบปี แต่ต้องรื้อถอนก่อนเพราะโครงสร้างไม่ดี
ทุกอย่างบนโลกล้วนอนิจจัง อาคารเรียนแห่งนี้ก็เช่นกัน แม้จะผ่านมานานเพียงใด แต่ก็หยุดยั้งจุดจบเอาไว้ไม่ได้ ใครเคยมีความทรงจำดี ๆ หรือเรื่องเล่า เกี่ยวกับที่นี่อย่าลืมมาแบ่งปันกันนะครับ
ตวงโชค ชาลีกุล
ศิษย์เก่ารุ่น 116
รุ่นสุดท้ายที่เคยใช้อาคารครบ 6 ปี
หมายเหตุ : มีผู้คนร้องขอให้เขียนบทความนี้อยู่หลายคน เช่น Pratomrok Saothong ซึ่งเจ้าตัวได้มีโอกาสเข้าไปถ่ายรูปในชุด “ภาพแห่งความทรงจำ” เมื่อช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ และ Pongsatorn Chaowalitkitkuson ผู้ซึ่งมักชักชวนให้เขียนอะไรเป็นประเด็นน่าสนใจเสมอ ทั้งนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย