การเลือกตั้งประธานนักเรียน ? เป็นประชาธิปไตย ? การใช้สิทธิ์เสียง หรือเพียงแค่พีธีกรรม ?

ภาพ : cb_school
สำหรับโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลนั้น ผมปฏิเสธไม่ได้เลยที่ผมมีความ / คำพูดในใจที่จะต้องพูดออกมาให้ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานคณะกรรมการนักเรียน หรือรู้จักกันสั้นๆ ว่า “ประธานนักเรียน” ซึ่งเดิมมีเค้าร่างมาจากมองโรงเรียนเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบจำลองมา เป็นนโยบายที่เรียกได้ว่าบูม ในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบของนายกรัฐมนตรีพลเอกเปรม ฯ (โดยส่วนตัวผมเชื่อว่ามีมาก่อนนั้นพอสมควรแต่อยู่ในรูปแบบของเทศบาล เพราะมีหลายครั้งเรียกว่าการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี หรืออะไรที่เกี่ยวกับเทศบาล) อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่ผ่านมาสะท้อนอะไรบ้าง ?
ประการแรก เมื่อสมัยผมเข้าศึกษาในโรงเรียนนี้ใหม่ๆ ราวปี 2553 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น การเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและเป็นเรื่องราวที่ตื่นเต้นบ้าง มีการหาเสียงและแนะนำนโยบายกันอย่างมากมาย รวมทั้งมีการวิเคราะห์กันในหมู่เพื่อนและคนรอบข้างอย่างจริงจัง และกว้างขวางว่าผู้สมัครแต่ละคนมีคุณสมบัติอย่างไร มันเป็นบรรยากาศที่จำได้ดีว่า ประชาธิปไตย และการหาเสียงเป็นเรื่องสนุก สำหรับนักเรียนและสร้างสีสรรค์ให้กับโรงเรียน ในช่วงหลัง 2-3 ปี ต่อมา การเลือกประธานนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรแต่มีนโยบายที่เสนอไว้ช่วงหาเสียงจำนวนมากที่ไม่สามารถทำได้จริงด้วยเหตุผลที่ผมจะแสดงในนี้
อย่างไรก็ตามคะแนนเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการเลือกตั้งเพราะโลกของการเลือกตั้งคือการแข่งขันรูปแบบหนึ่ง เมื่อมีการแข่งขันก็ต้องแสดงออกมาเป็นสถิติได้อย่างแน่นอน จากสถิติคร่าวๆ ที่สามารถชี้วัดได้นั้น ประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่การแข่งขันของผู้เข้าสมัครแต่ละคน กล่าวคือ มันกลายเป็นการแข่งขันกับผู้เพิกเฉย ผู้เพิกเฉยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
(ไม่ประสงค์ลงคะแนน) นี่ชี้วัดอะไร ?
สำหรับผมแล้วนั้นจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งระดับมัธยมศึกษานั้นไม่ใช่การเลือกตั้งเพื่อหวังยุทธศาตร์ ที่การเลือกแบบบัตรเสีย หรือการเลือกแบบ ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) หรือการไม่ไปใช้สิทธิ์ (No Vote) ซึ่งการกระทำเหล่านี้อาจเป็นการกระทำที่เกิดจากความเกลียดชังทางการเมือง (เหมือนเกิดขึ้นในเมืองไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมา) นั่นทำให้สามารถสรุปและตั้งคำถามโดยบริสุทธิ์ใจมากขึ้นได้เลยว่า “เพราะอะไรการเพิกเฉยจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น ?” คำตอบของคำถามที่สามารถนิยามได้โดยไม่มีข้อกังขานักเลยคือ นักเรียนไม่ให้ความสำคัญ / สนใจ ในการเลือกตั้ง เหตุที่ผมมองเช่นนี้ก็ด้วยเหตุสำคัญสองประการคือ นักเรียนไม่ได้ตระหนักว่าการเลือกตั้งนั้นมีผลต่อตนเองอย่างไร ? เลือกไปแล้วมีประโยชน์อย่างไร ? เลือกแล้วได้อะไร ? และอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ โรงเรียนกำหนดบทบาทของประธานนักเรียนอย่างไร ? คำถามข้อนี้ สำคัญอย่างมาก และเป็นข้อสำคัญที่น่าเป็นห่วงสำหรับสถานที่ที่ได้ชื่อว่าบ่มเพาะและสามารถปลูกฝัง (จริง ๆ ไม่อยากให้เรียกว่าเป็นสถานที่ปลูกฝังนัก) จรรยา ความรู้ และแนวคิดกับเด็กที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนรุ่นใหม่ได้ หลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่มีความสำคัญของสถาบันคณะกรรมการนักเรียน
- นักเรียนที่ได้เป็นประธานนักเรียนไม่ได้เป็นตัวแทนของเสียงของนักเรียนอย่างแท้จริง
- คณะกรรมการนักเรียนมีบทบาทและหน้าที่เหมือนข้าราชการประจำของรัฐ ที่มีหน้าที่สนองนโยบาย และปฏิบัติตามคำสั่งของครู โดยมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม (เท่านั้น)
- ไม่สามารถนำนโยบายมาใช้ได้จริง (เพราะข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริหารจัดการองค์กร)
- คณะกรรมการนักเรียนและสภานักเรียนตามโครงสร้างของโรงเรียนไม่สามารถเป็นกระบอกเสียงอย่างแท้จริงให้กับนักเรียนได้
- นักเรียนไม่มีช่องทางของการแสดงออกผ่านทางคณะกรรมการฯ เลย
จริงหรือไม่ที่โรงเรียนประกอบไปด้วยสองสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ให้บริการ (คือโรงเรียน / บุคคลากรครู) และผู้รับบริการ คือนักเรียน ซึ่งหากว่ากันตามหลักการแล้ว นักเรียนกลับไม่มีสิทธิ์แสดงออกในการกำหนดอนาคตหรือเส้นทางการบริหารสถานศึกษาเลย ? (แม้แต่กำหนดสถานะของนักเรียนและแสดงเจตจำนงค์ต่อความไม่ชอบหรือชอบ) ทั้งที่นักเรียนเป็นองค์ประกอบสำคัญของโรงเรียน
เมื่อมองออกไปภายนอกและพบได้ทั่วไป คณะกรรมการนักเรียนนั้นไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก หลังๆมานี้เป็นเหมือนตัวตลกของสถานศึกษาเสียมากกว่า ความคิดเห็นและการแสดงออกของนักเรียนไม่สามารถถ่ายทอดผ่านตัวแทนได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงการกระทำกันที่เหมือนพิธีการเท่านั้น อย่างไรก็ตามคณะกรรมการนักเรียนเปรียบเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้รับใช้และสนองนโยบายของสถานศึกษาที่มาจากฝั่งผู้ให้บริการ (คือครูและบุคลากรทางการศึกษา) ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้การเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนเป็นเหมือนการแสดงละครเสียมากกว่า ประเด็นสำคัญที่จำลองสถานการณ์จริง และการฝึกความเป็นผู้นำ ฯลฯ เป็นเพียงภาพมายาที่แสดงในเอกสารประกอบการประเมินเท่านั้น มิได้เกิดขึ้นจริงเลยแม้แต่น้อย
สำหรับข้อสรุปสำคัญอย่างยิ่ง ที่ปรากฎไม่มากก็น้อยในปัจจุบันคือ แม้ไม่มีคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ขัดข้องแม้แต่น้อย เพราะคณะกรรมการนักเรียนไม่มีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างใดๆ (ที่มีผลกับโรงเรียน) กับโรงเรียนในทางปฏิบัติเลย
ปรากฎการนี้สำคัญอย่างมากและเลวร้ายที่สุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมเองได้มีโอกาสสัมผัสบรรยาการของการหาเสียงเลือกตั้งประธานนักเรียนในปีนี้มาบ้าง ซึ่งก็พบว่า “ไร้สาระ” เสียส่วนใหญ่ และสิ่งที่ผมคาดไว้ก็ปรากฎออกมาจริง ๆ หลังจากได้หารือ และพูดคุยกับ อ. PH Phongpanot มาบ้างแล้ว เกี่ยวกับกรณีการแข่งขันและสถิติการแข่งขันในการเลือกตั้งครุ้งที่ผ่านมา (จากรูปภาพ) การแข่งขันเปรียบเทียบสองปีล่าสุด คือปีก่อน (ผมมีโอกาสเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการนับคะแนน จริงๆคือเป็นรองประธานคณะกรรมการรวมคะแนนด้วย) และปีนี้
จุดสังเกตสำคัญของสองปีที่ผ่านมา
715,607,569,213 เป็นลำดับคะแนนจากมากไปน้อย ของการเลือกตั้งประธานนักเรียนปีนี้
923,693,451,95 เป็นลำดับคะแนนจากมากไปน้อย ของการเลือกตั้งประธานนักเรียนปีก่อน
และปีก่อนๆ ที่มีแนวโน้มเดียวกันคือการทิ้งห่างของคะแนน จากแนวโน้มดังกล่าวมองเป็นภาพได้ชัดๆว่าการแข่งขันการเป็นประธานนักเรียนนั้น เริ่มมีความสำคัญในแง่ของตัวเลขลดลงมาก เพราะไม่มีตัวเต็ง (นักเรียนที่แสดงออกอย่างเด่นชัดและอาจจะแสดงให้เห็นภาวะผู้นำนั้นได้) หรือการแข่งขันที่ชี้ขาดเสียงของนักเรียนได้มากนัก เพราะการหาเสียงเชิงคุณภาพนั้นได้ลดลงประกอบกับนักเรียนเองไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้งดังที่กล่าวข้างตน ตัวเลขของการทำบัตรเสียและไม่ประสงค์ลงคะแนนก็สูงขึ้นเช่นกัน และแนวโน้มนี้เองสูงขึ้นมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ปรากฎการณ์นี้สำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของการออกเสียงในแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่จะปลูกฝังแนวคิดให้เด็กได้มีความรู้สึกในอนาคตต่อการเลือกตั้งว่า ไม่มีผลต่อตนเองและไม่สำคัญ
หากสรุปลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นและเป็นข้อสำคัญเลยว่า การเลือกตั้งประธานนักเรียนนั้นให้โทษมากกว่าคุณ และเป็นการตอกย้ำอีกว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น
ส่วนตัวนั้นมองภาพของโรงเรียนชัยภูมิ ฯ นี้เปลี่ยนไปตามกาล อยู่ตลอด จากมุมมองของเด็กช่วง ม. ต้น จนถึงตอนนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ในช่วงทำงานอยู่ในโรงเรียนนั้น ผมมีโอกาสและพยายามสร้างภาคีของนักเรียนและองค์กรนักเรียนผ่านชุมนุมและนักเรียนที่ประกอบกิจกรรม เป็นภาคี ที่สามารถสะท้อนเสียงของนักเรียนเป็นกระบอกเสียงให้นักเรียนอย่างแรงกล้า ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความสำคัญขององค์กรคณะกรรมการนักเรียนในสายตานักเรียน และสร้างโอกาสที่จะแสดงออกถึงค่านิยมของโลกที่การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตยที่มีความสำคัญและมีความหมายต่อการขับเคลื่อนสังคมทุกระดับ
ตวงโชค ชาลีกุล
27 กุมภาพันธ์ 2559
ชัยภูมิ, ประเทศไทย