← franceja

บวชเณรทั้งโรงเรียน : ศาสนาและสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษาไทย

6 October 2017

1362237345-5602092-o

 (ในภาพ) การบวชเณรภาคฤดูร้อนของวัดพระธรรมกาย 

ศาสนา หลายท่านคงนึกถึงความเป็นมาของพระพุทธเจ้าของชาวพุทธ ไบเบิลของชาวคริสต์ หรือการถือศีลอดของชาวมุสลิม ฯลฯ และสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาในเรื่องศาสนวิทยา (วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาศาสนาและความเชื่อ) ก็คงจะมองศาสนาในรูปแบบต่างกันออกไป ประเทศไทยที่หลายคนถึงกับให้ฉายาว่าเป็น “บ้านพระ เมืองพุทธ” อาจจะด้วยเหตุผลที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาพุทธ หรือรัฐอุปถัมป์ศาสนาพุทธแต่ถึงอย่างไรก็ตามรัฐไทยก็ไม่ได้รับรองว่าศาสนาพุทธเป็นศานาประจำชาติ หรือเป็นศาสนาของชาติแต่ประการใด ในขณะที่ชาวไทยส่วนใหญ่ให้การยอมรับพิธีกรรมทางศาสนา (พุทธ) และความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยทั่วไป ในที่สาธารณะ ทั้งในสื่อสังคม ข่าว หรือแม้กระทั่งวงการราชการ ซึ่งสำหรับโลกสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 21 รัฐโลกวิสัยคือทางออกของความขัดแย้งและการสร้างซึ่งเสรีภาพทางความเชื่อและศาสนา

รัฐโลกวิสัย หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่ารัฐฆราวาส คือรูปแบบและนโยบายของรัฐไม่เอื้อหรือสนับสนุนต่อความชื่อของศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง กล่าวคือ ศาสนาถูกนำออกจากพิธีกรรมหรือนโยบายของรัฐอย่างสิ้นเชิง และรัฐจะปฏิบัติต่อประชาชนของตนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ความเชื่อใด หรือแม้แต่ไม่มีศาสนา ซึ่งเป็นความเชื่อและสะท้อนถึงหลักการเสรีภาพ ภารดรภาพ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเพณีสากลแห่งศตวรรษที่ 21

ความเชื่อพื้นฐานของคนไทยพุทธ : สำหรับคนไทยหลาย ๆ คนที่รู้สึกและมองว่าศาสนาย่อมขัดเกลาให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนดี มีศีลธรรม และจะนำมาซึ่งความสงบสุขของรัฐ และกฎหมายของรัฐ แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า “เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐจะไม่ใช้ศาสนา (ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน) มาเป็นข้อผูกมัดหรือเครื่องมือในการปกครองประชาชนและนำมาเป็นข้ออ้างในการริดรอนสิทธิ์ของประชาชนหรือพลเมืองของตน ?” (โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้)

อย่างที่ผมได้เคยกล่าวไปครั้งก่อนในบทความ หัวเกรียน ‘ค่านิยม’ หรือ ‘อำนาจนิยม’ ในสายตานักเรียน ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความเข้าใจของสถานศึกษาไทย มันสะท้อนความคิดจริง ๆ ของคนไทยหลาย ๆ ด้านเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ทั้งในระดับนักเรียนไปจนถึงระดับปัญญาชนในสังคม ซึ่งยอมรับและเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ควรยกให้พุทธศาสนาเป็นหัวใจแห่งความรู้ และพร้อมจะปกป้อง ในขณะที่คนบางกลุ่มแม้จะไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจหรือสนใจในศาสนาที่ตนนับถือเลย แต่ก็ยังพร้อมที่จะออกมาปกป้องพุทธศาสนาซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเมิดได้สำหรับคนไทยเสมอมา

เกริ่นนำ

การส่งเสริมความคิดทางศาสนา (ซึ่งโรงเรียนและสถานศึกษาดำเนินตามนโยบายของรัฐซึ่งเป็นผู้อุปถัมป์) โดยเฉพาะศาสนาพุทธนั้น หยั่งรากลึกถึงระดับเตรียมอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับที่นักเรียนไทยส่วนใหญ่ต้องสำเร็จการศึกษาระดับนี้ เหมือนเป็นการปลูกฝังและส่งเสริมการกระทำอันเป็นพุทธอยู่เสมอมาว่า “การประพฤติอันเป็นพุทธนั้นดี” “พุทธมีสูตรสำเร็จที่เป็นจริงเสมอ” … และท้ายที่สุดที่นำมาเสนอในแบบเรียนคือ “พุทธนั้นคือหรือเทียบเท่าวิทยาศาสตร์” แม้จะมีการสอนเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในหลายๆ ศาสนาในแบบเรียน แต่การสอนพุทธศาสนานั้นแตกต่าง การสอนพุทธศึกษาในระดับการศึกษาภาคบังคับนั้นไม่ใช่แค่เพียงการสอนเรื่องศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเสนอพุทธศาสนาในแง่ของศาสนาประจำชาติ และแบบอย่างแห่งศีลธรรมของสังคมอีกด้วย

เมื่อเหตุผลทางศาสนา และเหตุผลทางศีลธรรมทางสังคมในสถานศึกษาถูกครอบงำด้วยศาสนา ตั้งแต่พิธีกรรมจนถึงเรื่องจารีตและวัตรปฏิบัติของนักเรียนในโรงเรียน ไม่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้วิถีความเชื่อ หรือความคิดถึงความเชื่อส่วนบุคคลเหล่านี้ด้วยตนเอง ทั้งยังเป็นการชี้นำความเชื่อ/ปลูกฝังและสนับสนุนให้สังคมไทยไกลห่างจากวัฒนธรรมสากลของโลกยุคใหม่ที่พยายามจะเข้าสู่รัฐ “โลกวิสัย” และกลับกลายเป็นการปิดกั้นการตั้งคำถามเสียเอง  นี่คืออุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถดึงสังคมไทยให้มี ความคิดเชิงวิพากย์  (Critical Thinking) และ ความคิดสร้างสรรค์  (Creative Thinking) ได้ : ซึ่งทักษะเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการก้าวมาเป็นผู้นำในสังคมโลกในยุคศตวรรษที่ 21

สิทธิมนุษยชน คือการการันตีอิสรภาพและการได้รับการคุ้มครองสิทธิ์จากผู้มีอำนาจใด ๆ ของมนุษย์ ซึ่งแม้กระทั่งความเชื่อ หรือศาสนาก็มิอาจพรากจากไปได้ โรงเรียนในฐานะสถานที่ซึ่งจะบ่มเพาะเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติทั้งหมด/ส่วนใหญ่ เหล่านั้น จะเป็นจะต้องเป็นสถานที่ซึ่งบ่มเพาะความสามารถและทักษะเหล่านี้ให้กับเยาวชน แต่สถานศึกษาเองนั่นที่ ณ ปัจจุบัน กลายเป็นบ่อนทำลายและสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวกับนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติไม่แตกต่างจากเมื่อ 100 ปีก่อน ที่เราเลี้ยงนักเรียน/เด็กให้เชื่อง เท่านั้น

มีกรณีหนึ่งในโรงเรียนที่ผู้เขียนเคยศึกษาสมัยมัธยมต้น-ปลาย ได้พยายามคลอดโครงการหนึ่งขึ้นมา หลังจากกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นโครงการทางศาสนาโครงการหนึ่งที่จะส่งผลกระทบต่อวงกว้างโดยเฉพาะนักเรียน และแน่นอนโครงการนี้เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ ท่ามกลางความพยายามของรัฐ – สถานศึกษา ที่จะก้าวผ่านยุค 3.9 นี้ไปด้วยกัน  กรณีดังกล่าวเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนเขียนบทความนี้ขึ้นมา และผู้เขียนขอท้าวความนำไปสู่การวิพากย์เรื่องนี้ไปด้วยกัน

เนื้อหาโครงการ

โครงการดังกล่าวเป็นความต้องการของบุคลากรทางการศึกษาคนหนึ่งที่พยายามจะผลักดันให้มีการบวชเณรนักเรียนชายในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทุกระดับชั้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้นักเรียนชายทุกคนต้องเข้าร่วม โดยเสียเงินเข้าร่วมการบรรพชาหมู่คนละเกือบหนึ่งพันบาท หากมองในแง่ของคติคนไทยภายนอกหรือแม้กระทั่งค่านิยมทั่วไปในสังคมไทยคงจะมองในแง่ดีกันเสียมากกว่า และนี่เป็นโอกาสอันดีที่ได้ทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่หากเรามาวิเคราะห์และมองแต่ละจุดอย่างถี่ถ้วนจะพบว่ามันไม่ได้เป็นความดีที่ส่งเสริมจริยธรรมอย่างหอมหวานเลย ในทางกลับกันหากวิเคาะห์กันเป็นจุดจะพบว่า หากโครงการนี้ผ่านมันจะเป็นสัญญาณและภาพสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนแห่งนี้ไม่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล สิทธิพลเมือง เสรีภาพในการนับถือศาสนา ความเป็นปัจเจก หรือแม้กระทั่งนี่คือภาพสะท้อนของวิกฤตการณ์แห่งการศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน

มันอาจเป็นเรื่องที่ปกติเมื่อ 100 ปีก่อนที่โรงเรียนยังเป็นวัด เมื่อการบรรพชาเป็นเณร เป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญกับครัวเรือนทั่วไปในสังคมไทย แต่สังคมเมือง ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้และสังคมไทยก็เช่นกัน พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โลกแห่งนวัตกรรม เรื่องเหล่านี้ดูล้าสมัยและผิดวัฒนธรรมสากลไปโดยปริยาย

แยกชิ้นส่วน

ข้อดีของการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนจากโครงการดังกล่าว

หากจะกล่าวถึงแต่ข้อดีคงจะไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทความนี้นัก เพราะผู้เขียนต้องการนำเสนอภาพให้ผู้อ่านคิดตามถึงปัญหาที่โครงการและชุดแนวความคิดเดิม ๆ เหล่านี้ถูกผลิตซ้ำและสะท้อนให้เห็นในสังคม จึงขอนำเสนอ ข้อเสียของการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนจากโครงการดังกล่าว ดังนี้

นี่ไม่ใช่หรอกหรือที่จะสร้างความเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นความเป็นธรรมทางศาสนา เสรีภาพ และสิทธิในการตัดสินใจที่จะเชื่อ-ไม่ใช่สิ่งใด ด้วยตนเองของเยาวชน ซึ่งจะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีพร้อมกับทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตในยุคของเขาหรอกหรือ ?  และสิ่งสำคัญที่สุดในการให้เหตุผลที่จะไม่จัดกิจกรรมดังกล่าวคือ เรา โดยเฉพาะนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนของชาติในอนาคตนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งนี่จะเป็นการกระทำตามรอยพระองค์และถวายเป็นพระราชกุศล ด้วยจิตใจของเยาวชนเหล่านี้อย่างบริสุทธิ์ ไม่ถูกบังคับ

การตัดสินใจที่จะไม่ให้โครงการนี้ผ่านในครั้งนี้มีตัวแปรสำคัญคือ “นักเรียน” โดยเฉพาะตัวประธานสภานักเรียนเอง ผู้เขียนในฐานะผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์ของสถานศึกษาซึ่งเคยเรียนแห่งนี้อยู่ห่าง ๆ ต้องขอชื่นชมในความสามารถของประธานสภานักเรียนและคณะที่เกี่ยวข้อง ในการคัดค้านโครงการนี้ ด้วยเหตุผลทางมโนธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในความเชื่อและศาสนาซึ่งเป็นเรื่องของปัจเจก นำไปสู่ความทันสมัยและอนาคตที่พวกเรา และนี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเยาวชนยุคใหม่สามารถเลือกและกำหนดอนาคตของตนเองได้ด้วยมือของเราเอง

บทสรุป

สถานการของเยาวชนไทยท่ามกลางระบบการศึกษาแบบโรงงานของไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เมื่อเรามองย้อนหลังกลับไปก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นแบบไม่สะทกสะท้านและแสดงอาการได้อย่างไร ในขณะที่ความคิดเราเปลี่ยนไปแต่ความล้าหลังและล้ำลึกของบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะบางกลุ่มยังคงอยู่ในสถานะที่น่าเป็นห่วง ความคิดของผู้บริหารและผู้ส่งเสริมความคิดเหล่านี้สะท้อนผ่านโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์ของพวกเขาต่อโลกอนาคตที่พวกเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็น แต่เราเหล่าเยาวชนต่างหากที่เห็นและต้องเผชิญ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังสะท้อนความเป็น “สถานศึกษาไทย” อย่างครบถ้วน ทั้งในแง่ของแนวคิดและวิธีการ ซึ่งคงไว้ซึ่งวิถีและวัฒนธรรม ที่อยู่เหนือ “สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพทางความคิดของนักเรียน” โดยที่ผู้จัดทำมีแนวคิดและใช้เหตุผลทางศาสนามาตัดสินแทนความคิดของเยาวชน/นักเรียน จากความหวังดีที่มาจากความคิดของคนกลุ่มหนึ่ง ในฐานะ “ครู”

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนยังคงมีหวัง มีหวังสำหรับนักเรียนและผู้นำนักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้อยู่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นกำลังสำคัญในสังคมอนาคตที่จะพิทักษ์สิทธิ์ เสรีภาพ ของพลเมือง และเยาวชนไทย ด้วยความเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมกัน รวมทั้งการให้อิสระและความสำคัญการความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องของปัจเจกมากกว่าการค่านิยมและวัฒนธรรมของรัฐ

ด้วยความเคารพต่อผู้ที่ถูกกล่าวถึง,

ตวงโชค ชาลีกุล
7 ตุลาคม 2560
ชัยภูมิ, ประเทศไทย


หมายเหตุ ** ครั้งหนึ่งโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพลก็เคยเป็นโรงเรียนวัดมาก่อน โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนวัดประสิทธิ์ และต่อมาใช่ชื่อว่าโรงเรียนวัดชัยประสิทธิ์

แหล่งข้อมูล : จากนักเรียนและแหล่งข่าวภายในสถานศึกษาทั้งอดีตและปัจจุบัน

ขอขอบคุณ : บุคคลผู้ร่วมวิพากย์และนับได้ว่ามีส่วนร่วมในการเขียนและเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความนี้ คุณพงศ์ปณต ผลสนอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมวิพากย์บทความนี้ขึ้น