← franceja

ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟ: สัญญาณหางปลา และความเป็นมาของหางปลาไทย

4 May 2021

ผู้อ่านบทความของผู้เขียนหลาย ๆ อาจจะติดตามผลงานของผู้เขียนมาบ้างแล้ว หนึ่งในบทความที่ผู้เขียนสัญญาณมาในหลาย ๆ บทความก่อนหน้าและมักจะถูกพูดถึงหลาย ๆ ครั้งนั้นคือเรื่องสัญญาณหางปลา ก่อนอื่นเลยต้องออกตัวก่อนว่าผู้เขียนหลงใหลในอาณัติสัญญาณแบบหางปลาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่สัญญาณไฟจราจรบนถนนในปัจจุบันให้ไม่ได้ และที่สำคัญสัญญาณหางปลาเป็นที่นิยมทั่วโลกนับตั้งแต่ช่วงก่อนการประดิษฐ์หลอดไฟจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เขียนจะไม่ใส่ใจเขียนบทความเกี่ยวกับหางปลาเป็นพิเศษ ในบทความนี้ซึ่งอาจจะยาว (มาก) ผู้เขียนจะพยายามอธิบายที่ไปที่มาและหลักการชั้นสำคัญรวมถึงประวัติการกำเนิดของรูปแบบสัญญาณนี้ และที่สำคัญที่สุดผู้เขียนจะพูดถึงสัญญาณหางปลาสำหรับรถไฟในประเทศไทยอีกด้วย

เนื่องจากเนื้อหาของบทความนี้มีจำนวนมาก จึงขอรวบหัวข้อแต่ละบทมารวมเป็นภาพรวมเนื้อหาสำหรับบทความนี้:

หมายเหตุ: ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องด้วยการระบาดอย่างต่อเนื่องของ COVID-19 ในประเทศไทยจึงทำเกิดความล่าช้าในการเขียนบทความนี้ และด้วยความยาวของบทความแล้วผู้อ่านจะได้รับเนื้อหาที่อัดแน่นอย่างแน่นอน
ภาพเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ แสดงสัญญาณธงเพื่อสือสารกับเรือลำอื่น ๆ ภาพจากวิกิพีเดีย

ในภาษาไทยเราใช้คำว่าสัญญาณหางปลา แต่ในภาษาอังกฤษนั้นใช้คำว่า semaphore ซึ่งมีความหมายเดิมก่อนการนำมาใช้กับรถไฟว่าสัญญาณธง (ในภาษาฝรั่งเศสใช้ sémaphore ซึ่งมาจากคำในภาษากรีกว่า sêma- แปลว่าสัญญลักษณ์ + -phoros ซึ่งแปลว่าแบก หาม หรือค้ำยัน) หลาย ๆ คนมาถึงจุดนี้อาจจะมองภาพไม่ออกว่าแบก หาม หรือค้ำยันกันอย่างไร แต่หากทราบถึงที่ไปที่มาใช้การใช้สัญญาณหางปลาในยุคแรก ๆ แล้วจะเข้าใจทันทีว่าสัญญาณหางปลาในหลาย ๆ ครั้งมักจะถูกแสดงด้วยการชักขึ้นบนเสากระโดงเรือ (ดังภาพที่ 2) และนี่คงอธิบายไม่น้อยว่าเหตุใดจึงเรียกสัญญาณลักษณะนี้ว่าสัญญาณค้ำยัน หรือ semaphore

สำหรับบทความในวันนี้ผู้เขียนต้องเตือนผู้อ่านว่าบทความนี้จะเป็นบทความที่มีความยาวเป็นอย่างมาก หลายส่วนคือสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอกระบวนการคิดและวิเคราะห์ของผู้เขียนเอง และหลาย ๆ ส่วนก็อยากจะอธิบายให้แม้แต่ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้เลยได้เข้าใจหลักการทำงานของระบบอาณัติสัญญาณชนิดหางปลานี้ หากมีส่วนใดที่ผู้อ่านมีข้อมูลหรือทราบข้อมูลอยู่แล้วก็สามารถข้ามไปได้เลย ทั้งนี้ผู้เขียนจะพยายามเขียนเนื้อหาแต่ละส่วนให้เป็นอิสระต่อกันเพื่อให้ผู้อ่านสามารถหยิบจับแต่ละส่วนขึ้นมาอ่านได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่เป็นการข้ามขั้นตอน

สัญญาณหางปลาชายฝั่ง ณ Scheveningen ประเทศเนอเธอแลนด์ ปี 1799 ภาพจากวิกิพีเดีย

ในอดีตการใช้สัญญาณธงหรือสัญญาณหางปลามักจะจำกัดอยู่แต่ในการส่งสัญญาณระหว่างเรือเพราะในภาคพื้นดินการส่งสัญญาณด้วยไฟและใช้ม้าส่งสารยังคงมีประสิทธิภาพอยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการทหาร อย่างไรก็ตามแม้จะมีการส่งสัญญาณธงหรือหางปลาบนบกบ้างแต่การใช้สัญญาณหางปลาบนบกก็ไม่ได้แพร่หลายนักเมื่อเทียบกับการใช้สัญญาณหางปลาสำหรับเรือ

สัญญาณหางปลาที่ใช้บนบกนั้นถือกำเนิดในฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ในอดีตสัญญาณธงนั้นถูกใช้โดยคนถือธงทั่วไป แต่ความสามารถของคนในการถือธงใหญ่ ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายมากนัก (ยิ่งสามารถแสดงธงให้ชัดได้ไกลได้ อัตราความคาดเคลื่อนหรือจำนวนเจ้าหน้าที่ที่นำมาส่งสารก็จะน้อยลงไปด้วย) หากสัญญาณธงเล็กและมีความละเอียดมากเกินไป (ละเอียดในการส่งสัญญาณเช่น สามารถแปลความหมายได้มาก ๆ เป็นต้น) ในระยะทางเพียงแค่ 1–2 กิโลเมตรก็เป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 18 เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของอาณาจักรหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคพื้นยุโรปยุคนั้น ระบบการส่งโทรเลขภาพ หรือ optical telegraph จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งพัฒนามาจากสัญญาณธงของเรือ (ดังที่เห็นในภาพ) นั่นเอง

โทรเลขภาพ (Optical Telegraph)

(จากซ้ายไปขวา) สัญญาณหางปลาชายฝั่ง ณ Scheveningen ประเทศเนอเธอแลนด์ ปี 1799, สัญญาณหางปลาของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ต้นแบบของโทรเลขภาพ, หอสัญญาณโทรเลขภาพซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์สำหรับส่งโทรเลขในศตวรรษที่ 18–19 ของฝรั่งเศส ปัจจุบันตั้งอยู่ใน Nalbach เยอรมันนี ภาพจากวิกิพีเดีย

การทำงานของโทรเลขภาพ หลาย ๆ คนอาจจะนึกภาพไม่ออก ผู้เขียนจะลองยกตัวอย่างสักหนึ่งถึงสองตัวอย่าง (มาถึงจุดนี้แล้วผู้เขียนก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ายกตัวอย่างให้ผู้อ่านได้งงขึ้นไปอีกหรือไม่!) หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings และ The Hobbits หนึ่งในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่สุดในยุค 2000s — 2020s แล้วละก็ จะมีฉากหนึ่งที่ฉายภาพ Minas Tirith เมืองสำคัญแห่งหนึ่งของมนุษย์ซึ่งมีหอส่งสัญญาณเตือนภัยแห่ง Gondor ตั้งอยู่เรียงรายตามแนวเขาจนไปถึง Rohan ซึ่งเป็นอาณาจักรของมนุษย์อีกแห่งหนึ่ง ในขณะที่เมือง Minas Tirith ถูกบุกจู่โจมโดยเหล่าทหารมืดดำแห่ง Mordor ส่งผลให้เมืองถูกล้อมเอาไว้ทุกด้าน การสื่อสารอย่างรวดเร็วถึงเมืองที่อยู่ห่างออกไปเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ระหว่างที่ถูกล้อมโจมตีอยู่นั้นเองเมือง Minas Tirith ก็ได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งของมนุษย์ใน Rohan ด้วยการจุดหอคอยเตือนภัยด้วยไฟ ภายหลังที่หอคอยแรกอย่างหอ Amon Dîn ถูกจุดไฟ หอคอยอีก 6 แห่งก็รับสารด้วยการจุดไฟต่อกันไปเรื่อย ๆ จนถึง Rohan วิธีนี้ทำให้ในเวลาต่อมา Minas Tirith ก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

กองฟืนแห่ง Eilenach สำหรับส่งสัญญาณเตือนไปยัง Gondor ภาพจาก [1]

หลักการทำงานของโทรเลขภาพ (Optical Telegraph) ก็เช่นเดียวกัน เป้าหมายแรกของการนำมาใช้ก็คือเป้าหมายทางการทหาร ไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือทางบก และกองทัพที่นำระบบโทรเลขภาพมาใช้อย่างกว้างขวางก็คงจะไม่ถูกพูดถึงคงไม่ได้ เพราะกองทัพนี้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการสื่อสารด้วยสัญญาณภาพแบบนี้ (visual signalling) เป็นอย่างมาก และหากปราศจากกองทัพของประเทศนี้แล้ว เราอาจจะเห็นสัญญาณหางปลาในรูปแบบอื่นก็เป็นได้ และกองทัพนี้ก็คือกองทัพแห่งฝรั่งเศสในยุคจักรพรรดินโปเลียนนั่นเอง

จากตัวอย่างของการใช้สัญญาณไฟในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่อย่าง The Lord of the Rings แล้วนั้น จะพบว่าการส่งสัญญาณลักษณะนี้มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคือการส่งสัญญาณมีปริมาณสารที่ต้องการส่งที่มีความหลากหลายต่ำมาก ซึ่งผู้ส่งสารเลือกส่งข้อมูลได้เพียงว่า มีสัญญาณไฟ หรือ ไม่มีสัญญาณไฟ การที่จะส่งสัญญาณที่มีความซับซ้อนเช่นต้องการความช่วยเหลือเฉพาะเรื่อง หรือส่งข้อความนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นแม้ว่าการส่งสัญญาณลักษณะนี้จะมีความรวดเร็วแต่ความหลากหลายของข้อมูลในการส่งสารก็ยังต่ำกว่ามากและเป็นเพียงการส่งสารในทิศทางเดียวเท่านั้น และนี่จะนำเราไปสู่การยกตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นในจักรวาลเดียวกันนี้สำหรับสาธิตเรื่องการพัฒนาการสื่อสารในรูปแบบนี้ต่อไป

หลาย ๆ คนมาถึง ณ จุดนี้คงอาจจะคิดว่าผู้เขียนเกริ่นเรื่องราวของระบบสัญญาณหางปลานี้โดยละเอียดเป็นอย่างมาก ผู้เขียนขอออกตัว ณ ตรงนี้อีกครั้งเลยว่าไม่เพียงแต่ผู้เขียนชื่นชอบสัญญาณหางปลาเป็นการส่วนตัวอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วเท่านั้น แต่ผู้เขียนยังติดตามและสังเกตสิ่งของต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณหางปลาอีกด้วย โดยหนึ่งในนั้นเป็นภาพจำจากภาพยนตร์และงานวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนอาจจะเรียกได้ว่ารู้สึกชื่นชอบถึงขั้นบ้าไม่แพ้กันกับความชื่นชอบที่มีให้กับสัญญาณหางปลาเลยก็คือ The Lord of the Rings ซึ่งเป็นวรรณกรรมมหากาพขนาดยาวเขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษ J.R.R. Tolkien และแน่นอนที่งานเขียนของเขาในเรื่องนี้ก็มีแต่สงคราม กองทัพ และการรบราฆ่าฟัน นั่นเพราะเขาก็เป็นทหารคนหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 1 นั่นเอง หากผู้อ่านเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการยกตัวอย่างจากภาพยนตร์เหล่านี้แล้วอาจจะข้ามสองสามย่อหน้านี้ไปได้ (แต่โอกาสนี้อาจจะมีไม่มากนักนะครับ แฮะ ๆ)

ฉากจาก The Hobbit: The Battle of the Five Armies แสดงให้เห็นการใช้สัญญาณหางปลาเพื่อจัดกองทัพ ภาพตัดจาก [2]

เพื่อที่จะให้การส่งข้อมูลเป็นไปอย่างหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงจุดไฟหรือไม่เหมือนดังที่ได้กล่าวไปในย่อหน้าก่อนแล้วนั้น สัญญาณบนเสากระโดงเรือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีสำหรับการแปลรหัสที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นสัญญาณธงของเรือ เป็นต้น ซึ่งสัญญาณธงบนเรือนี้จะถูกชักขึ้นบนยอดเรือหรือหากในบางกรณีก็โดยเจ้าหน้าที่บนเรือชูธงด้วยท่าและสัญลักษณ์ต่าง ๆ อีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับผู้อ่านหลายคนที่ชอบงานภาพยนตร์ ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างจากงานภาพยนตร์ที่กำกับโดยปีเตอร์ แจ็กสันนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LOTRs นี้เราอาจจะเห็นภาพในหลาย ๆ ศึกในภาพยนตร์ที่นำมาอธิบายได้อย่างดีดังตัวอย่างที่ยกไปเกี่ยวกับสัญญาณไฟแห่ง Gondor ข้างต้นแล้ว อีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาอธิบายลักษณะการทำงานให้เกิดภาพได้ของสัญญาณหางปลาในอดีตก็คือ The Hobbits: The Battle of the five Armies ซึ่งภายในภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีฉาก ๆ หนึ่งในภาพยนตร์ที่โด่งดังคือการรุกรานของเหล่าออร์ค ซึ่งปรากฎการใช้สัญญาณหางปลาของกองทัพออร์คของ Azog ที่เป็นกองทัพขนาดใหญ่และต้องการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการจัดทัพเพื่อรุกราน ลักษณะของเสาหางปลาดังกล่าวน่าจะเป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับการใช้งานสัญญาณหางปลาในยุคศตวรรษที่ 18–19 อย่างแท้จริง

สถานีกรุงเทพในสมัยรัชกาลที่ 6 สังเกตได้จากราง Dual gauge (1.435 และ 1.000) ซึ่งสามารถให้รถไฟสายนครราชสีมาและสายใต้ใช้สถานีกรุงเทพร่วมกันได้ ภาพจาก [3]

การนำสัญญาณหางปลามาใช้สำหรับรถไฟ

หากจะย้อนดูสัญญาณหางปลาในประเทศไทยเราต้องย้อนกลับไปดูสัญญาณหางปลาในยุโรป แต่คำถามสำหรับหลาย ๆ คนคือ แล้วประเทศใดในยุโรปหละที่เราต้องเข้าไปศึกษา? เรื่องนี้เกิดจากการสืบเสาะแสวงหาได้ไม่ยากนัก ในอดีตสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติมากมาย เช่นในยุคแรกเจ้ากรมรถไฟหลวงคนแรก Karl Bethge (1847–1900) วิศวกรชาวเยอรมัน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้ากรมรถไฟหลวงคนแรก แน่นอนว่าเมื่อใช้วิศวกรชาวเยอรมัน ระบบอาณัติสัญญาณก็ต้องเป็นแบบเยอรมัน และเมื่อสังเกตจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอิทธิพลของเยอรมันต่อระบบอาณัติสัญญาณรถไฟในสยามนั้นมีมากเลยทีเดียว หากสังเกตให้ดีผู้อ่านจะสังเกตเห็นเสาสัญญาณหางปลาของสถานีรถไฟกรุงเทพอยู่เป็นเบื้องหลังและสัญญาณแบบเดียวกันนี้ก็อยู่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ยังคงใช้สัญญาณหางปลาลักษณะเดียวกันนี้อยู่ (อย่างน้อยที่สุดก็ยังพบได้ในหลายแห่ง และใน ข้อบังคับและระเบียบเดินรถปี 2549 ก็ยังปรากฎสัญญาณลักษณะนี้อยู่)

ภาพแสดงลักษณะสัญญาณหางปลาของชาติต่าง ๆ (จากซ้ายไปขวา) สัญญาณหางปลาของสหราชอาณาจักร, สัญญาณหางปลาฝรั่งเศสใช้ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1, สัญญาณหางปลาเยอรมัน, สัญญาณหางปลาไทย ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน [4]

จากภาพสถานีรถไฟกรุงเทพ (ภาพที่ 3) จะเห็นได้ว่าลักษณะของสัญญาณหางปลาของไทยได้รับอิทธิพลของเยอรมันสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปทรงและสี อย่างไรก็ตามแม้รูปลักษณ์จะคล้ายกันแต่หลักการทำงานหรือวิธีใช้ก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันเสมอไป ทั้งนี้ลักษณะของสัญญาณชนิดหางปลาที่ใช้ในไทยมีความแตกต่างและคล้ายเยอรมันอยู่หลายข้อจึงอาจทำให้กล่าวได้ว่าผู้ที่ศึกษาระบบอาณัติสัญญาณรถไฟเยอรมันมาก็ไม่อาจเข้าใจอาณัติสัญญาณของไทยได้ ถึงกระนั้นก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญญาณหางปลาของไทยนี้ได้รับอิทธิพลจากสัญญาณหางปลาเยอรมันสูงมาก

ภาพแสดงลักษณะของสัญญาณโคมยุคแรก ๆ ของออสเตรีย ในปี 1864 ซึ่งแสดงเส้นทางระหว่าง Prerau และ Ostrau ให้บริการโดย Kaiser Ferdinands-Nordbahn ภาพจาก [6]

สัญญาณหางปลามีชื่ออย่างเป็นทางการให้เรียกกันหลายรูปแบบ ในหลายประเทศในยุโรปมักจะเรียกว่า semaphore (อย่างที่ได้กล่าวไปในย่อหน้าแรก ๆ แล้วว่ามีรากศัพท์มาจากภาษากรีกแปลว่า สัญญาณค้ำยัน) ในขณะที่ในเยอรมันเรียกสัญญาณลักษณะนี้ว่า flügelsignale (แปลว่า ‘สัญลักษณ์ปีก’ flügel แปลว่าปีก signale แปลว่าสัญลักษณ์) ส่วนในภาษาไทยใช้คำว่าสัญญาณหางปลา คำนี้สำหรับผู้เขียนแล้วน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองยังคงสงสัยอยู่ว่าด้วยลักษณะของสัญญาณชนิดนี้จะคล้ายกับหางของปลาชนิดใด (อย่างไรก็ตามคำว่าหางปลาในภาษาไทยไม่ได้ใช้กับเพียงอาณัติสัญญาณสำหรับรถไฟเท่านั้นในวงการอิเล็กทรอนิกส์หรือไฟฟ้าวงจรก็มีอุปกรณ์หลายชิ้นที่ถูกเรียกว่าหางปลาเช่น ข้อต่อหางปลา เป็นต้น) แต่ถึงอย่างไรก็ตามสัญญาณเหล่านี้ก็มีจุดกำเนิดเดียวกันคือสัญญาณโทรเลขภาพของฝรั่งเศสในช่วงจักรวรรดิฝรั่งเศสของนโปเลียนแผ่ขยายอำนาจไปทั่วทั้งยุโรป

ตัวอย่างสัญญาณเป้าของสหราชอาณาจักรในยุค 1840s โดยบริษัทเดินรถไฟต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร ภาพจาก [12]

การถือกำเนิดของการนำระบบสัญญาณแบบหางปลาซึ่งดัดแปลงมาจากที่มีใช้อยู่แล้วในการส่งโทรเลขภาพ มีจุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนาระบบตอนรถไฟ และต่อมาคือระบบวงจรไฟตอน ซึ่งทั้งหมดนี้พัฒนามาจากระบบตอนที่ใช้กันอยู่แล้วในสหราชอาณาจักรและส่วนอื่น ๆ ในยุโรปและในสหรัฐอเมริกา เดิมทีระบบทางตอนเหล่านี้ใช้ร่วมอยู่แล้วกับระบบตราทางสะดวก แต่เมื่อสัญญาณหางปลาเหล่านี้ที่สามารถควบคุมได้ในระยะที่ไกลขึ้น (ระดับไมล์) คือผู้ควบคุมการจราจรของรถไฟสามารถสื่อสารกับพนักงานขับรถไฟได้โดยตรงแล้ว ความรวดเร็วในการให้บริการของรถไฟก็จะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งยังลดความสับสนของพนักงานขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ประจำสถานีหรือหอควบคุมอีกด้วย

บทความแนะนำ: ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟ: ระบบทางตอน สัญญาณระฆัง และห่วงทางสะดวก

เป้าหมายสูงสุดของการนำระบบสัญญาณหางปลามาใช้คือ เพื่อสร้างช่องทางที่สะดวกในการสื่อสารให้กับนายสถานีหรือผู้ควบคุมสัญญาณกับพนักงานขับรถไฟ ซึ่งทั้งสองงานนี้ต้องสอดประสานกันในการสื่อสารและปฏิบัติงานทั้งนี้ก็เพื่อความรวดเร็วและความปลอดภัยของการเดินรถไฟนั่นเอง หลักการที่สำคัญอย่างหนึ่งที่นำมาใช้ควบคู่กับระบบสัญญาณหางปลานี้คือ ระบบตอนสมบูรณ์ (Absolute Block) ซึ่งเป็นระบบที่สร้างความปลอดภัยให้กับรถไฟทุกขบวนในตอนนั้น ๆ อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้เขียนจะกล่าวถึงระบบทางตอนมากว่าสองบทความก่อนหน้าแล้ว แต่หากผู้อ่านต้องเข้าใจหลักการทำงานของระบบอาณัติสัญญาณชนิดหางปลาแล้วผู้อ่านจำต้องเข้าใจในหลักการทำงานของทางตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบตอนสมบูรณ์ด้วย ซึ่งหลักการทำงานของตอนสมบูรณ์นั้นก็อย่างที่ได้อธิบายไปในบทความตอนก่อน ๆ แล้วว่าคือหลักการที่บังคับให้มีรถไฟเพียงหนึ่งขบวนในเขตแดนที่กำหนดขึ้น เพื่อป้องกันเหตุอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ก็เป็นไปตามหลักการสากลของการเดินรถไฟที่ว่า “หากรถไฟไม่สามารถอยู่ ณ สถานที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันได้ การชนกันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้”

แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระบบสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ในการควบคุมการจราจรของรถไฟซึ่งแบ่งได้เป็นระบบสื่อสารระหว่างหอสัญญาณหรือสถานี, ระบบสื่อสารระหว่างพนักงานขับรถและผู้ควบคุมการจราจร, ระบบอาณัติสัญญาณทำหน้าที่สื่อสารระหว่างสถานีด้วย ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน

ระบบตอนสมบูรณ์ (Absolute Block)

ระบบตอนสมบูรณ์นับเป็นระบบทางตอนรูปแบบแรก ๆ ที่นำมาใช้กับเส้นทางรถไฟต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมันนี ฝรั่งเศสและในสหราชอาณาจักร ซึ่งประเทศเหล่านี้รับเอาวิธีคิดเรื่องทางตอนสมบูรณ์ไปใช้พร้อม ๆ กัน ลักษณะเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของระบบทางตอนสมบูรณ์นี้คือเป็นระบบที่รถไฟสามารถใช้เส้นทางเดียวกันได้ไม่ว่าจะเป็นรถเที่ยวขึ้นหรือล่อง (up or down) ซึ่งหมายความว่าระบบตอนสมบูรณ์นี้คือระบบที่ได้รับความนิยมและเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้กับเส้นทางรถไฟที่เป็นทางเดี่ยว

จากแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระบบสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ผู้อ่านหลาย ๆ คนอาจจะเริ่มสงสัยว่าเหตุใดผู้เขียนจึงต้องทำแผนภาพนี้ขึ้นมา ระบบอาณัติสัญญาณและการสื่อสารทั้งหมดที่ผู้เขียนได้เคยอธิบายไว้ในหลาย ๆ บทความก่อนหน้านี้ได้ครอบคลุมเรื่องเกี่ยวกับหลักการของอาณัติสัญญาณทั่วไป สัญญาณระฆัง ระบบตราทางสะดวก ห่วงตราทางสะดวก ซื่งแม้จะได้อธิบายความไปมากพอสมควรแล้วแต่การทำแผนภาพก็อาจจะทำให้การอธิบายในหลาย ๆ จุดที่ไม่ชัดเจนได้กระจ่างมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือการแบ่งรูปแบบการสื่อสารของระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟทั้งหมดออกเป็น 2 ประเภทสำคัญ ๆ คือ ระบบสื่อสารระหว่างหอสัญญาณหรือสถานี และ ระบบสื่อสารระหว่างพนักงานขับรถและผู้ควบคุมการจราจร ซึ่งทั้งสองระบบนี้ในหลายกรณีก็ทำงานแยกจากกัน (เช่น ระบบตราทางสะดวกไฟฟ้า รวมทั้งการส่งห่วงตราทางสะดวกก็ถือว่าอยู่ในประเภทนี้ และระบบสัญญาณชนิดหางปลาที่จะกล่าวถึงในอนาคตอันใกล้นี้) ซึ่งระบบนี้ก็ตามชื่อเรียกที่อธิบายไว้ในตัวอยู่แล้วว่าพนักงานควบคุมสถานีทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสื่อสารการจราจรทั้งหมดให้พนักงานขับรถไฟได้ทราบ ในขณะที่หลายกรณีระบบสื่อสารระหว่างหอสัญญาณหรือสถานีก็ทำงานร่วมกันกับระบบสื่อสารระหว่างพนักงานขับรถและผู้ควบคุมการจราจร (เช่นระบบตราทางสะดวกอย่างเดียว) ซึ่งหลัก ๆ แล้วหมายความว่าพนักงานระหว่างสถานี ‘have no idea’ หรือ ไม่รู้ข้อมูลตำแหน่งหรือการจราจรของรถไฟเลยจนกว่ารถไฟจะมาถึงสถานีหรือหอสัญญาณที่พนักงานควบคุมรถไฟเหล่านั้นประจำอยู่ และในขณะเดียวกันพนักงานควบคุมเหล่านี้ก็ไม่รู้สถานะของรถไฟที่ตนส่งออกไปจากสถานีด้วยเช่นกัน และนี่นำมาซึ่งอันตรายจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นได้เสมอ

ถ้าสังเกตแผนภาพข้างบนจะเห็นภาพว่าวิวัฒนาการของระบบอาณัติสัญญาณในรูปแบบต่าง ๆ นั้นได้พัฒนาจากขวาไปซ้าย (ของแผนภาพ) เนื้อหาของวันนี้ที่เราจะมาอภิปรายกันก็คือสัญญาณชนิดหางปลาซึ่งอยู่เกือบซ้ายสุดของแผนผัง ซึ่งก็คือระบบอาณัติสัญญาณชนิดหางปลานั่นเอง เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายจึงขอยกตัวอย่างง่าย ๆ เกี่ยวกับหลักการทำงานของสัญญาณชนิดหางปลานี้ โดยไม่อธิบายถึงหลักการเฉพาะ หรือสำหรับข้อกำหนดเฉพาะต่าง ๆ ที่ใช้กับระบบสัญญาณหางปลาสำหรับตอนสมบูรณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจและเข้าถึงใจถึงประเด็นการทำงานสำคัญ ๆ ของระบบอาณัติสัญญาณประเภทนี้

ภาพแสดงหลักการทำงานเบื้องต้นร่วมกันของตอนสมบูรณ์และสัญญาณชนิดหางปลา ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน

สัญญาณชนิดหางปลา

สัญญาณชนิดหางปลาที่ผู้อ่านหลาย ๆ คนคงคุ้นเคยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชื่นชอบรถไฟไทยจะเป็นเสาสัญญาณชนิดหางปลาแบบไทย ที่นับวันในปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนน้อยลงและหาดูได้ยากไปเรื่อย ๆ และหากใครได้เห็นเสาสัญญาณหางปลาแล้วจะพบว่าความสูงของเสานั้นสูงมาก ๆ และสูงกว่าเสาไฟสีอย่างมาก ปัจจุบันแม้ว่าแนวคิดการนำเสาหางปลามาใช้จะเป็นแนวคิดที่ล้าสมัยเนื่องจากเทคโนโลยีและความหนาแน่นของรถไฟที่ทำให้สัญญาณแบบหางปลานับวันแต่จะตกยุคนั้น แต่ด้วยค่าซ่อมบำรุงที่ยังไม่ได้สูงมากนักในหลาย ๆ เส้นทางทั่วโลกเมื่อเทียบกับการติดตั้งสัญญาณไฟใหม่หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ในหลาย ๆ ที่ก็ยังนิยมใช้สัญญาณชนิดหางปลาลักษณะนี้อยู่ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไป เสาสัญญาณหางปลานั้นมีข้อได้เปรียบบางประการเมื่อเทียบกับสัญญาณชนิดไฟสี หนึ่งในคุณประโยชน์นั้นคือการใช้สัญญาณแบบหางปลากับทางรถไฟย้อนแสงอาทิตย์ เช่นทางรถไฟบางสายที่ขนานไปกับแนวตะวันออก — ตก ซึ่งเมื่อใช้สัญญาณแบบไฟสีแล้วสัญญาณเหล่านี้จะสังเกตได้ยากเพราะมีแสงอาทิตย์อยู่เป็นเบื้องหลังจึงทำให้สัญญาณไฟสีเหล่านั้นย้อนแสงจากมุมมองของพนักงานขับรถไฟนั่นเอง

ภาพสัญญาณชนิดหางปลาที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ณ สถานีธนบุรี ภาพจากวิกิพีเดีย

ในหลาย ๆ ย่อหน้าที่ผู้เขียนได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ผู้อ่านหลายคนอาจจะยังไม่ทราบถึงรูปร่างหน้าตาของสัญญาณหางปลาอย่างละเอียดนักดังนั้นหากจะทำความเข้าใจกับสัญญาณชนิดนี้แล้วเรามาดูองค์ประกอบและลักษณะทางกายภาพของสัญญาณชนิดนี้กันเป็นอันดับแรกคงจะเป็นความคิดที่ดีไม่น้อย

ภาพแสดงส่วนประกอบของสัญญาณชนิดหางปลาของไทย และการแสดงท่าต่าง ๆ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนของสัญญาณหางปลาชนิดหางปลาเดี่ยว ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน

สำหรับทางเดี่ยวที่มีความซับซ้อนน้อยเช่นเป็นเสาสัญญาณเข้าสถานีรถไฟ ซึ่งภาษารถไฟไทยเรียกว่า สัญญาณเข้าเขตใน ลักษณะของเสาสัญญาณชนิดนี้คือบอกเพียงท่าห้ามหรือท่าอนุญาตให้กับรถไฟเท่านั้น จึงอาจจะพูดได้ว่าเป็นเสาสัญญาณที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุด แต่ในหลาย ๆ ครั้งเสาสัญญาณลักษณะนี้มักจะนำไปใช้ร่วมกับสัญญาณเตือน (จะกล่าวถึงในภายหลัง)

แต่เมื่อเส้นทางมีความซับซ้อนมากขึ้นเช่น สถานีทางเดี่ยวบางสถานีมีทางหลีกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งทางเพื่อรองรับรถไฟมากกว่า 1 ขบวนในเวลาเดียวกัน การใช้เสาสัญญาณแบบข้างต้นอาจจะไม่เพียงพอ และหากจะเพิ่มเป็นหลาย ๆ เสา ในบางภูมิประเทศก็นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองไม่น้อย การเพิ่มท่าที่เสาสัญญาณหนึ่ง ๆ ให้สามารถแสดงท่าได้มากขึ้นก็อาจจะเป็นความคิดที่ดีไม่น้อย ดังนั้นจึงนำเรามาสู่ภาพข้างล่างนี้

ภาพแสดงสัญญาณการแสดงท่าต่าง ๆ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนของสัญญาณหางปลาชนิดหางปลาคู่ ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน

ข้อสังเกต: โคมไฟสำหรับสัญญาณท่าอนุญาตของทางหลีกของไทย และโคมไฟสำหรับท่าอนุญาตของทางหลักในสัญญาณแบบเยอรมันมีการแสดงท่าที่แตกต่างกัน กล่าวคือในสัญญาณทางหลีกของเยอรมันนั้นจะแสดงท่าไฟที่โคมสำหรับหางปลาที่สองด้วยไฟสีเหลือง แต่ในระบบอาณัติสัญญาณของไทยจะแสดงท่าโคมไฟสำหรับหางปลาที่สองด้วยไฟเขียว ทั้งนี้สัญญาณลักษณะอื่น ๆ ในหลักการการแสดงท่าก็ยังเหมือนกันแทบจะทุกประการ (หากนึกภาพไม่ออกสามารถดูได้จากรูปภาพถัดไปนี้)

ภาพเปรียบเทียบสัญญาณท่าอนุญาตสำหรับทางหลีกของสัญญาณชนิดหางปลาสองระบบคือของไทย และของเยอรมัน ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน

ลักษณะการแสดงท่าของสัญญาณไฟทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ อาจจะนับได้ว่ามีความเหมือนกับระบบอาณัติสัญญาณแบบหางปลาของเยอรมัน (Formsignalle: flugelsignale) ในหลายประการมาก แต่คนไทยก็ยังเป็นคนไทย การคัดลอกทุกอย่างจากที่ใดที่หนึ่งไม่ใช่สายเลือดของเรา สัญญาณเตือนของอาณัติสัญญาณชนิดหางปลาของไทยเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งไปเลยทีเดียว เพราะหน้าตาและลักษณะของสัญญาณเตือนชนิดหางปลาของไทยเรานั้นล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณเตือนของอังกฤษโดยแท้

สัญญาณหางปลาเยอรมัน ต้นแบบสัญญาณหางปลาของไทย?

ลักษณะการใช้งานของสัญญาณหางปลาส่วนใหญ่ในไทยนั้นเป็นลักษณะการนำสัญญาณหางปลาของเยอรมันมาใช้ก็จริง แต่เมื่อพูดถึงสัญญาณหางปลาไทยกันไปแล้วผู้เขียนก็อดไม่ได้ที่จะขอส่วนเล็ก ๆ (หรือเปล่า?) ของบทความนี้อธิบายสัญญาณหางปลาแบบเยอรมันกันบ้าง

อาณัติสัญญาณชนิดหางปลาของเยอรมันอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นในย่อหน้าอื่น ๆ ที่ผ่านมาแล้วนั้นจะพบว่าในเยอรมันเรียกสัญญาณลักษณะนี้ว่า Formsignale ซึ่งหมายถึงสัญญาณรูปร่าง ในการเดินรถไฟของเยอรมันในปัจจุบัน DB (Deutsche Bahn) หรือ การถไฟแห่งเยอรมัน ซึ่งรวมเอาบริษัทสองแห่งในเยอรมันก่อนการรวมชาติคือการรถไฟแห่งเยอรมันตะวันตก (Deutsche Bundesbahn) และการรถไฟแห่งเยอรมันตะวันออก (Deutsche Reichsbahn) ในช่วงที่เยอรมันตะวันตกและตะวันออกยังแยกกันอยู่นั้น การพัฒนาระบบอาณัติสัญญาณรถไฟของทั้งสองแห่งนั้นเป็นอิสระต่อกันอยู่มาก ด้วยการกีดกันทางการเมืองและอื่น ๆ ส่งผลให้ทั้งสองชาติก่อนการรวมชาติใช้ระบบอาณัติสัญญาณที่แตกต่างกัน

เกร็ดความรู้: แม้ในปัจจุบันเยอรมันตะวันออกและเยอรมันตะวันตกก็ยังคงใช้การระบุความเร็วแตกต่างกัน ในเยอรมันตะวันออกป้ายระบุความเร็วจะใช้ความเร็วเป็น กิโลเมตร/ชั่วโมง (km/hr) ในขณะที่ในเยอรมันนีตะวันตกจะใช้ป้ายระบุความเร็วหน่วยเป็น เฮกโตเมตร/ชั่วโมง (hm/hr) ซึ่งหมายถึง km x 10 ต่อชั่วโมง

ในระบบอาณัติสัญญาณของเยอรมันนั้นมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากระบบทั่วไป ท่าและสัญญาณแต่ละชนิดจะมีชื่อเรียกเฉพาะเพื่อป้องกันการสับสน เช่น สัญญาณอนุญาตโดยทั่วไปในภาษาไทยจะใช้เพียงคำว่า สัญญาณท่าอนุญาต ไม่ว่าจะสำหรับสัญญาณหางปลาหรือสัญญาณไฟสี แต่ในเยอรมันนั้นจะมีรหัสแทนการเรียกสัญญาณเหล่านี้เช่น ท่าอนุญาตจะเรียกว่า Hp 0 สำหรับระบบ H/V และระบบอื่น ๆ (เช่นในระบบ Hl ของเยอรมันตะวันออก) หรือเผื่อผู้อ่านหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เห็นภาพก็จะขอยกตัวอย่างท่าของสัญญาณอีกรูปแบบหนึ่ง (ดูภาพล่าสุดด้านบน) ซึ่งในระบบสัญญาณไฟเยอรมันจะเรียกว่า Hp2 ซึ่งหมายถึงลดความเร็ว (ข้อสังเกต สัญญาณ Hp2 นี้ในเยอรมันใช้สำหรับทางหลักหรือทางประทานด้วยเพื่อแสดงท่าลดความเร็ว แต่ในไทยใช้สำหรับทางหลีกเท่านั้น)

เกร็ดความรู้: ระบบอาณัติสัญญาณของเยอรมันไม่ว่าจะเป็นป้ายแสดงความเร็ว สัญญาณระบุเสาประจำที่ สัญญาณตัวแทน สัญญาณสับเปลี่ยน และสัญญาณอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่มีรหัสกำหนด เช่นป้ายระบุความเร็วสำหรับทางรองจะมีรหัสเรียกว่า Lf 4 ซึ่ง Lf ย่อมาจาก Langsamfahrsignale 

สัญญาณเตือนสำหรับระบบอาณัติสัญญาณหางปลาในเยอรมันนั้นเรียกว่า Vorsignal (Vr) ซึ่งแปลว่า ‘สัญญาณก่อน (pre-signal)’ ในภาษาอังกฤษเรียกสัญญาณเตือนลักษณะนี้ว่า distant signal ซึ่งหมายถึงสัญญาณที่อยู่ไกล ซึ่งคงนึกภาพได้ไม่ยากว่าเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น เพราะสัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้บังคับรถไฟ ณ บริเวณที่สัญญาณนี้แสดงแต่เป็นตัวบ่งบอกสถานะของสัญญาณหลักที่อยู่ไกลออกไปนั่นเอง (ระวังอย่าสับสนกับสัญญาณตัวแทนหรือ repeater ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้ายกันแต่ใช้คนละวัตถุประสงค์)

ตัวอย่างสัญญาณเตือนของเยอรมัน (Vorsignal) Vr0 คือสัญญาณข้างหน้าแสดงท่าห้าม (Hp0), Vr1 คือสัญญาณข้างหน้าแสดงท่าอนุญาต (HP1), Vr2 คือสัญญาณข้างหน้าแสดงท่าลดความเร็ว หรือท่าทางหลีก (HP2) ภาพจาก [7]

จากภาพสัญญาณเตือนของเยอรมันเราจะเห็นได้ว่าไม่มีความเหมือนใด ๆ กับสัญญาณเตือนของไทยเลย และแน่นอนคนที่เคยนั่งรถไฟไปในที่ใด ๆ ในประเทศไทยก็คงไม่เคยเห็นสัญญาณลักษณะนี้เป็นแน่แท้ อย่างที่ได้กล่าวไปในย่อหน้าก่อน ๆ คนไทยก็ยังเป็นคนไทย การคัดลอกทุกอย่างจากที่ใดที่หนึ่งไม่ใช่สายเลือดของเรา สัญญาณเตือนแบบหางปลาที่เราจะเห็นในไทยจะมีลักษณะเหมือนสัญญาณหางปลาของอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) อาจเรียกได้ว่า 100% ซึ่งสิ่งนี้นำมาซึ่งความงุนงงของผู้เขียนเป็นอย่างมาก ฉะนั้นแล้วเรามาดูสัญญาณหางปลาของอังกฤษและไทยเปรียบเทียบกันดีกว่า

ภาพซ้าย สัญญาณเตือนชนิดหางปลาของไทย ภาพขวา สัญญาณเตือนชนิดหางปลาของสหราชอาณาจักร ภาพซ้ายจาก [8] ภาพขวาจาก [9]

เมื่อมีการเปรียบเทียบก็จะต้องมีการชี้แจงความเหมือนและต่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นำมาเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นแล้วเราจึงจำเป็นต้องมาเปรียบเทียบสัญญาณทั้งสองประเภทในทุก ๆ มิติ โดยเริ่มจากการวางและตำแหน่งสัญญาณ สำหรับสัญญาณชนิดหางปลาของไทยนั้นได้รับอิทธิพลการวางมาจากสัญญาณหางปลาของเยอรมัน ฉะนั้นแล้วการจราจรทางปกติของรถไฟจะต้องชิดขวา เสาสัญญาณทั้งหมดจะอยู่ด้านขวา (สำหรับทางคู่และสัญญาณไฟสีจะไม่เข้ากรณีนี้) หากสังเกตดูจากภาพข้างต้นแล้วจะพบว่าสัญญาณหางปลาของไทยกับของอังกฤษจะสลับด้านกัน แต่มีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกประการ ในขณะเดียวกันโคมไฟกระจกสีของสัญญาณไฟทั้งสองระบบก็แสดงท่าไฟลักษณะเดียวกันคือเหลืองสำหรับท่าเตือนระวัง และเขียวสำหรับท่าอนุญาต

เมื่อได้พูดถึงลักษณะทางกายภาพกันไปแล้วเราต้องมาดูหลักการทำงานและความสัมพันธ์ระหว่างหางปลาแต่ละชนิดกันบ้าง หลักการของสัญญาณหางปลาสีเหลืองของไทยนั้นเหมือนของอังกฤษทุกประการ คือเมื่อสัญญาณหลักตัวหน้าของสัญญาณเตือนแสดงท่าห้ามสัญญาณหางปลาสีเหลือง หรือสัญญาณเตือนนี้จะแสดงท่าห้ามและไฟเหลืองตาม ในขณะเดียวกันเมื่อสัญญาณหลักถัดไปแสดงท่าอนุญาตสัญญาณเตือนนี้ก็จะแสดงท่าอนุญาตสีเขียวนั่นเอง

ภาพแสดงสัญญาณเตือนชนิดหางปลาของไทย หากเป็นสัญญาณอังกฤษให้กลับภาพซ้ายเป็นขวาเพราะลักษณะของสัญญาณทางกายภาพและหลักการเหมือนกันทุกประการ ภาพรังสรรค์โดยผู้เขียน

จากที่กล่าวถึงสัญญาณหางปลาของไทยและเทศมามากแล้วนั้น ผู้อ่านอาจจะเกิดข้อสงสัยประการหนึ่งคือ หากสัญญาณเตือนแบบที่เราใช้อยู่นั้นทำงานเหมือนกับสัญญาณเตือนของอังกฤษทุกประการแล้วสัญญาณเตือนชนิดหางปลาของเยอรมันกับของอังกฤษหละเป็นอย่างไร? เพื่อให้เข้าใจอย่างแจ่มชัดและลดปริมาณข้อความอันยาวเหยียดที่อาจจะทำให้ผู้อ่านหลายคนงุนงงเข้าไปใหญ่จึงขออธิบายสั้น ๆ ว่าสัญญาณเตือนหางปลาแบบเยอรมันสามารถแสดงท่าได้มากกว่าสัญญาณเตือนอังกฤษ กล่าวคือสามารถระบบท่าสัญญาณที่แตกต่างกันได้ถึงสามท่าของสัญญาณหางปลาหลักได้ ในขณะที่สัญญาณหางปลาแบบอังกฤษสามารถแสดงได้เพียงสองท่าเท่านั้น (ดูภาพ [7] เปรียบเทียบกับภาพล่าสุดข้างบน)

ประเภทของสัญญาณหางปลา

หากจะแบ่งประเภทของสัญญาณหางปลาตามลักษณะรูปลักษณ์และวิธีการใช้งานแล้วนั้น เราอาจจะแบ่งประเภทของมันได้หลายแบบเช่น แบ่งตามลักษณะการเปลี่ยนท่าของสัญญาณ แบ่งตามลักษณะและทิศทางการวาง แบ่งตามรูปร่างและวิธีใช้ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างบางตัวอย่างมาแสดงเพื่อให้เห็นภาพ

แบ่งตามลักษณะและทิศทางการวาง

ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายคือการวางตัวของเสาสัญญาณกับรางรถไฟ เช่นสัญญาณหางปลาของเยอรมันและไทยจะอยู่ทางขวาของราง ขณะเสาสัญญาณอังกฤษจะอยู่ทางซ้ายของราง ซึ่งลักษณะการวางตัวนี้เองส่งผลต่อการจะวางตัวหางปลาด้วย ดังที่จะสามารถสังเกตได้จากสัญญาณเตือนของอังกฤษและไทยที่สลับทิศทางของหางปลาเพื่อให้สอดคล้องกับการวางตัวของเสาทางด้านขวาซึ่งไทยได้นำแนวคิดมาจากสัญญาณชนิดหางปลาของเยอรมัน

แบ่งตามรูปร่างและวิธีใช้

สำหรับการแบ่งตามรูปร่างและวิธีใช้นั้นคงไม่ต้องอธิบายมากเพราะได้อธิบายไปมากพอสมควรแล้วสำหรับความแตกต่างของสัญญาณแบบอังกฤษ เยอรมัน และไทย ซึ่งลักษณะของสัญญาณหางปลาในแต่ละประเทศล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว ฉะนั้นหากจะพูดถึงรูปร่างของสัญญาณหางปลาในประเทศต่าง ๆ แล้วคงเป็นที่เข้าใจกันอย่างถ้วนหน้า

แบ่งตามลักษณะการเปลี่ยนท่าของสัญญาณ

มาถึงจุดนี้ผู้เขียนก็ต้องขอกล่าวว่าและในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่ผู้เขียนอยากจะอธิบายมากที่สุดสำหรับสัญญาณหางปลาหากแบ่งตามลักษณะการเปลี่ยนท่าของสัญญาณ ดังที่เราจะได้เห็นต่อไปนี้สัญญาณหางปลามีวิวัฒนาการมาจากโทรเลขภาพในฝรั่งเศส แต่ละประเทศเมื่อเห็นประโยชน์ของระบบดังกล่าวก็นำไปใช้กับระบบรถไฟของตน

ตัวอย่างของ Lower quardrant ของสัญญาณหางปลาอังกฤษ ภาพจาก [11]

แม้แต่ในอังกฤษเองบริษัทรถไฟแต่ละแห่งก็ใช้สัญญาณที่แตกต่างกันยกตัวอย่างเช่น Upper quadrant กับ Lower quadrant สองอย่างนี้มีความแตกต่างกันมากพอสมควร กล่าวคือทั้งคู่มีลักษณะร่วมกันคือสามารถแสดงท่าได้ในปริมาณที่เท่ากันแต่ผลลัพท์ที่ออกมาหากผู้อ่านสัญญาณไม่สังเกตให้ดีอาจจะตีความหมายผิดได้

แม้ว่าในบทความผู้เขียนก็มีความสับสนในการใช้คำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณหางปลา สัญญาณชนิดหางปลา อาณัติสัญญาณหางปลา สัญญาณแบบหางปลา ขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่าข้างต้นทั้งหมดนั้นอ้างถึงสัญญาณชนิดเดียวกันคือสัญญาณชนิดหางปลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าบทความในส่วนนั้น ๆ กล่าวถึงระบบอาณัติสัญญาณของประเทศใด หากสร้างความลำบากใจให้กับผู้อ่านถึงความซ้ำซ้อนตรงนี้ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับใครที่ต้องการติดตามหลักการทำงานและรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ เกี่ยวกับสัญญาณหางปลา โปรดติดตามในบทความต่อ ๆ ไป ในบทความนี้ผู้เขียนพยายามจะไม่ทำให้บทความยาวจนเกินไป ทั้งในความเป็นจริงยังมีประเด็นสอดแทรกอีกมากมายที่อยากจะนำมาเขียนให้เป็นวิทยายุทธ์สำหรับผู้สนใจหลาย ๆ คน

เมื่อพูดถึงที่ไปที่มาของสัญญาณหางปลาแล้วเพื่อที่จะอธิบายสัญญาณหางปลาไทยผู้เขียนจำต้องร่ายยาวใช้หลักการของหางปลาในอดีตของแต่ละประเทศมาอธิบายไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร เยอรมัน ฝรั่งเศส ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกันเรื่องราวของสัญญาณหางปลาที่นำเสนอวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพื่อที่จะเข้าใจและอธิบายอย่างแจ่มชัดถึงระบบทั้งหมดผู้เขียนเชื่อว่าเราอาจจะต้องมีบทความเพิ่มขึ้นอีก 1–2 บทความ ฉะนั้นแล้วอย่าลืมกดติดตามเพื่อไม่พลาดข่าวสารและบทความเกี่ยวกับสัญญาณหางปลาในอนาคตนี้อย่างแน่นอน

เนื้อหาอ่านเพิ่มเติมหรือที่มาของภาพ

[1] https://turmarion.wordpress.com/2015/10/30/daily-whitman-599/lotr-rotk-beacons/

[2] https://www.youtube.com/watch?v=_kvjKaTqX4c นาทีที่ 3.32 — 3.42

[3] https://www.silpa-mag.com/history/article_12960

[4] สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบอาณัติสัญญาณแบบหางปลาของฝรั่งเศสและเยอรมันได้จาก https://mysite.du.edu/~jcalvert/railway/french.htm และ https://mysite.du.edu/~jcalvert/railway/germaust.htm

[5] https://trainconsultant.com/2019/11/07/le-passage-a-niveau-la-guerre-de-cent-ans-des-automobilistes/

[6] https://de.wikipedia.org/wiki/Korbsignal

[7] https://en.wikipedia.org/wiki/Railway_signals_in_Germany

[8] Private Collection, For educational purpose only.

[9] https://www.railsigns.uk/photos/p_semasig1/p_semasig1.html

[10] http://www.railway-technical.com/signalling/british-signalling--what.pdf

[11] https://secr.indianrailways.gov.in/view_section.jsp?fontColor=black&backgroundColor=LIGHTSTEELBLUE&lang=0&id=0,1,291,358,1609

[12] https://mysite.du.edu/~etuttle/rail/sigs.htm?utm_source=valka_cz&utm_medium=article&utm_campaign=linkthru